-คุณปู่แบลตเตอร์: ไปเลี้ยงหลานเถอะครับ

                ไม่น่าแปลกนะครับที่หลังประธาน ฟีฟ่า เซปป์ แบลตเตอร์ ออกมาคอมเมนต์เรื่องการย้ายทีมของ คริสติอาโน โรนัลโด้ ว่าเป็น modern slavery ในเกมฟุตบอล…กระแสไม่เห็นด้วยจะมีตามมาเป็นยาตำราหลวง

                เหมือนทุกครั้งที่ท่านประธานรายนี้แสดงความคิดเห็น!!!

                ก็แน่นอนครับ คนระดับหัวหน้ารัฐบาลองค์กรลูกหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลก ขยับปาก ทั้งที…ใคร ๆ ย่อมต้องการฟัง และอยากรู้ กึ๋นผู้นำ

                แต่สุดท้าย แบลตเตอร์ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เค้าได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมาที่การ ตามใจปากนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี

                สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ใช่ผลเสียเฉพาะต่อ ตัวเอง แต่เป็นต่อวงการ ฟุตบอล โดยรวมเลยทีเดียว เพราะมันปฏิเสธลำบากครับว่า เครดิต ที่แบลตเตอร์เสียมีผลต่อความ เชื่อมั่น เกี่ยวกับภาพฟุตบอลโดยรวม

                ล่าสุดคำว่า modern slavery หรือทาส (ฟุตบอล) ยุคใหม่ที่ประธานฟีฟ่าชาวสวิสแสดงความเห็นเอาไว้เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา เพราะต้องการปกป้องนักเตะ และอยากเห็นทางออกยามนักเตะต้องการย้ายทีม ไม่นับรวมการปฏิเสธคำร้องของแมนฯยูไนเต็ดที่ รายงาน แจ้งไปว่านักเตะในอาณัติกำลังโดนตีท้ายครัวโดยเรอัล มาดริด…กำลังแสดงให้เห็นว่า แบลตเตอร์มีความ เข้าใจ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และธุรกิจการซื้อขายนักเตะน้อยมาก

                ครับ คนฟุตบอลที่ เข้าใจเกม (นอกสนาม) ชิ้นนี้ดีพอจะทราบดีว่า นักเตะชั้นดีในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ ทาส อีกแล้ว แถมนักเตะเหล่านี้ยังมีอำนาจการต่อรอง (Bargaining power) สูงมาก เพราะมี ดีมานด์ เข้ามา และดีมานด์จากสโมสรใหม่เหล่านั้นยังมีสิทธิ์ติดต่อ ตกลง ค่าตัวได้ตลอดเวลากับสโมสรอีกด้วย

                ขอเพียงแต่ทำกันถูกต้อง หรือเข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ใช่แอบ tap in หรือที่บ้านเราเรียกว่า แต๊บ เข้ามาโดยสโมสรเดิมไม่รับรู้ และเห็นด้วย

                กับกรณีโรนัลโด้นั้นผมมองว่า หาก ราคา ซื้อขายตกลงกันได้ ทุกอย่างก็จบ เพราะนักเตะทุกคนในโลกนั้นมี ค่าหัวไม่ว่าจะระดับเทวดา หรือยาจก

                ที่สุดแล้ว หากนักเตะไม่อยากอยู่ สโมสรก็ต้องปล่อย ทว่า ราคา ก็ต้องตกลงกัน แต่ในยุคก่อนหน้านี้ ฟุตบอลทำเช่นนั้นไม่ได้ ดังกฎการเปลี่ยนแปลงทั้ง 5 ยุคของตลาดนักเตะอังกฤษที่ผมเคยนำเสนอที่นี่ไปแล้ว 2 ครั้ง แต่คิดว่า ยังน่าสนใจ + อัพเดทพอเหมาะพอเจาะกับเนื้อหาในวันนี้พอดี

                และก็เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจด้วยว่า ทาสฟุตบอลสมัยใหม่ นั้นไม่มีครับ เพราะปัจจุบันนี้ นักเตะคือ พระเจ้า ขอบอก ๆ

                ยุคการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานฟุตบอลอังกฤษ 5 ยุค:

                1. ยุคกฎทาส และยุคจำกัดค่าเหนื่อย

สามารถเรียกยุคสมัยนี้ได้ว่า ยุคกฎทาส (กฎการกักตัว) และจำกัดเพดานค่าเหนื่อย (Retain-and-transfer system and Maximum wages) เป็นกฎเกณฑ์สำคัญของตลาดแรงงานฟุตบอลอาชีพอังกฤษตั้งแต่ยุคแรกเริ่มฟุตบอลอาชีพเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1885

กล่าวคือ ภายใต้กฎนี้นักเตะของแต่ละสโมสรจะต้องลงทะเบียนกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) และจะไม่สามารถย้ายทีมได้หากสโมสรต้นสังกัด (เจ้าของ) ไม่อนุมัติ และค่าเหนื่อยจะถูกจำกัด เช่น ไม่ให้เกิน 4 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในปี 1901, ไม่เกิน 6 ปอนด์ในปี 1922 หรือไม่เกิน 20 ปอนด์ในปี 1958 ตามลำดับ

                2. ยุคยกเลิกกฎจำกัดค่าเหนื่อย แต่ยังคงกฎทาสเอาไว้

                กระทั่งปี ค.ศ.1961 กฎจำกัดเพดานค่าเหนื่อยได้ถูกยกเลิก และเริ่มจะมีผลทำให้นักเตะฝีเท้าดีจากทีมอันดับต้น ๆ ของลีกได้รับค่าเหนื่อยสมกับความสามารถมากขึ้น

แต่การย้ายทีมยังไม่สามารถทำได้ หากต้นสังกัดเดิมไม่อยากขาย เพราะสิทธิ์ในตัวนักเตะยังเป็นของสโมสรเดิมที่ได้จดทะเบียนนักเตะเอาไว้กับ เอฟเอตั้งแต่แรก กรณีสัญญาทาสนี้จะไม่มียกเว้นแม้ว่าสัญญาจะหมดลงแล้ว และนักเตะไม่ได้รับการต่อสัญญาใหม่ก็ตาม

                3. ยุคปรับกฎทาส

                ยุคนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1963 โดยมีการปรับกฎการกักตัวนักเตะเพื่อให้ยุติธรรมกับผู้เล่นมากขึ้น โดยในยุคนี้สโมสรต้นสังกัดจะต้องเสนอสัญญาฉบับใหม่ที่ดีอย่างน้อยเท่ากับฉบับเก่า หาไม่แล้วนักเตะคนนั้นจะกลายเป็น ฟรีเอเยนต์และย้ายทีมได้ทันทีหลังหมดสัญญาฉบับเดิม

                การปรับกฎครั้งนี้เริ่มจะทำให้นักฟุตบอลมี “อำนาจในการต่อรอง” มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังถือว่าแย่สำหรับนักเตะ เพราะสโมสรต้นสังกัดอาจกักตัวนักเตะไว้เยี่ยงทาสได้อยู่ตราบใดที่ยังคงต่อสัญญาเหมือนฉบับเดิมให้นักเตะไปเรื่อย ๆ โดยทีมอื่นที่สนใจ (แม้จ่ายมากกว่า) และตัวนักเตะเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย

                4.ยุคฟรีเอเยนต์

                ยุคนี้ถูกเรียกว่า ยุค “Freedom-of-contract” อันเป็นกฎที่ถูกนำมาใช้ในปี 1978 และเป็นกฎที่ให้อิสระผู้เล่นในการเลือกทีมเป็นครั้งแรก (แต่ยังไม่ทั้งหมด) หากหมดสัญญาฉบับเดิมกับทีมต้นสังกัด

                กฎนี้จะเปิดโอกาสให้นักเตะได้สู้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เพราะหากนักเตะสามารถหาสโมสรผู้ซื้อที่พร้อมจะจ่ายเงินตามที่ตกลงกับสโมสรเดิมได้ทุกอย่างก็จบ

                หรือในกรณีที่ไม่สามารถตกลงค่าตัวได้ระหว่าง 2 สโมสร เรื่องจะถูกส่งไปให้คณะกรรมการพิเศษของ เอฟเอ” (FA tribunal) ตัดสินความไม่ลงรอยนั้น จุดนี้จะต่างจากกฎเดิมที่นักเตะ และสโมสรผู้ซื้อจะทำอะไรไม่ได้เลยตราบใดที่สโมสรเดิมไม่ต้องการขาย

                และเพียงประมาณ 1 ปีให้หลังที่กฎยุคที่ 4 นี้คลอดออกมา ตลาดแรงงานฟุตบอลอังกฤษก็ได้บังเกิดนักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์ขึ้นเป็นคนแรก โดยยอดทีมขณะนั้น นอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ตกลง + ยอมควักกระเป๋าจ่ายเบอร์มิงแฮมเพื่อแลกกับตัว เทรเวอร์ ฟรานซิส ในเดือนกุมภาพันธ์ 1979

                จากนั้นก็มีนักเตะ 1 ล้านปอนด์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหลายคน อาทิ สตีฟ เดลีย์, แกรี่ เบอร์เทิ้ลส์ (2 ครั้ง), แอนดี้ เกรย์ เรื่อยไปจนถึง ไบรอัน ร็อบสัน (1.5 ล้านปอนด์จากเวสตบรอมฯสู่แมนฯยูไนเต็ด เดือน ตุลาคม 1981)

                5.ยุคกฎบอสแมน

                ว่าไปแล้วยุคฟรีเอเยนต์คงจะยืนยงคงกระพัน และไม่มีปัญหาใด ๆ ในเกาะอังกฤษ กระทั่งเกิดคดีใหญ่ระดับโลก และเล่าเป็นวันไม่จบของ ฌอง-มาร์ค บอสแมน ในปี 1995 ที่ทำให้การย้ายทีมทั่วตลาดแรงงานฟุตบอลกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปกลายเป็น ฟรีเอเยนต์ 100%”

                เรียกได้ว่า หากหมดสัญญากับสโมสรเดิมนักเตะจะย้ายทีมได้ทันทีโดยสโมสรใหม่ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย หรือค่าตัวให้สโมสรเดิมไม่ว่ากรณีใด ๆ

                กฎบอสแมนทำให้นักเตะมีอำนาจการต่อรองถึงขีดสุด และเป็นอิสระในการย้ายทีมจริง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งผู้เล่นระดับ ซูเปอร์สตาร์ที่หมดสัญญากับสโมสรเดิม และมีฝีเท้าเป็นที่ต้องการของตลาด

                กฎนี้มีการปรับ และเปลี่ยนอีกเล็กน้อยในภายหลังเพื่อให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมฟุตบอลที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ในอังกฤษนักเตะต้องอายุเกิน 24 ปีเท่านั้นหากจะย้าย ฟรีเอเยนต์ได้ภายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องสโมสรที่ปั้นนักเตะนั้น ๆ ไม่ให้สูญเสียทรัพยากรแบบสูญเปล่า (ส่วนใหญ่จะเป็นทีมเล็ก ๆ)

                กฎบอสแมนจะเสมือนเป็น บันไดก้าวไปสู่การต่อรองที่ยุติธรรมของนักเตะที่ว่าไปแล้วสมควรได้รับการปฏิบัติเฉกเช่น บุคคลธรรมดาที่ทำงานในสาขาอาชีพอื่น ๆ

                นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีกฎ เว็บสเตอร์ (The Webster Ruling) ที่แอนดี้ เว็บสเตอร์ นักเตะสกอตใช้ช่องว่าง Article 17 ของ ฟีฟ่า ยอมเสียค่าปรับ + โทษแบนย้ายจากฮาร์ตสไปวีแกนเมื่อ 2 ปีก่อนอีกด้วย (รายละเอียดลองเข้ากูเกิ้ลแล้วพิมพ์คำว่า The Webster Ruling นะครับ)

                …ดังนั้น ก่อนที่เซปป์ แบลตเตอร์ จะคอมเมนต์เรื่องนี้ หรือเรื่องใด ๆ ท่านประธานฟีฟ่าควรจะศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ซะก่อน หาไม่แล้วท่านก็จะไม่ต่างกับชายแก่วัย 70 กว่าปี ไร้สาระ อีกคนหนึ่งของโลกใบนี้ครับ

                                  —————

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง

  1. ความคิดไม่เข้าท่าประจำเลย ลุงคนนี้

ใส่ความเห็น