-ทักษิณ – แมนฯซิตี้: ขอให้จากด้วยกันดี New Update!!!

            จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกัน ทว่าสโมสรแมนฯซิตี้ตกเป็นข่าวถูกขายเปลี่ยนมือเจ้าของในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะพอดิบพอดี

                มุมนี้ แม้ไม่ใช่การ ซื้อ/ขาย แบบที่ทุกคนคาดหวัง ทว่าหากมองให้ดีแล้ว ประเด็นลักษณะนี้คือ ดีล ที่น่าสนใจที่สุดในช่วงตลาดเปิดแบบนี้เลย

                ผมเองอยากจะเปรียบเทียบกับการที่เชลซีสามารถต่อสัญญาแฟรงค์ แลมพาร์ด ออกไปได้อีก 5 ปี หรือล่าสุดที่นิวคาสเซิลยอมให้ ไมเคิล โอเว่น โก่งค่าตัว 120,000 ปอนด์/สัปดาห์ได้อีก 3 ปีด้วยซ้ำ

                กล่าวก็คือ ทั้งเชลซี และนิวคาสเซิลเสมือนได้นักเตะใหม่ เพราะนักเตะเก่าต่อสัญญาออกไป และไม่หนีไปไหน

                ดังนั้น ดีล ที่เกิดขึ้นในช่วง “Transfer window” และมีความน่าสนใจจึงหาใช่จะมีแค่การซื้อ/ขายโยกย้ายใหม่ ๆ เท่านั้น

                และสำหรับการเปลี่ยนมือเจ้าของสโมสรเรือใบสีฟ้าที่ข่าว คอนเฟิร์ม แล้วว่า Abu Dhabi United Group for Development and Investment (ADUG) หรือที่ผมจะขอเรียกว่า อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป จะเป็นกลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ น่าจะสร้างความน่าสนใจ + สำคัญให้แฟนบอลต้องแอบหายใจเบา ๆ ได้เลย

                ดร.ซูไลมาน อัล ฟาฮิม คือผู้นำการเจรจาฝ่าย ADUG และมีข่าว + ภาพจับมือกับตัวแทนประธานสโมสรคนปัจจุบันอย่าง คุณไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์ศานต์ เรียบร้อยแล้วจะมาทำหน้าที่หัวหน้าการบริหารในบอร์ดแมนฯซิตี้ในอนาคต

                อย่างไรก็ดีครับ ดีลนี้จบลงที่ราคาเท่าไหร่? หรือคุณทักษิณ ชินวัตร ตกลงขายหุ้นกี่เปอร์เซนต์? ความถูกต้อง และชัดเจนยังต้องรอการยืนยันอีกระยะ

                แต่ตอนนี้ทาง ADUG จะได้สิทธิ์ตรวจสอบบัญชีสโมสรก่อนที่จะ finalise deal ต่อไปหากไม่มีอะไรผิดพลาด

                ตัวเลขการซื้อขาย ผมมองว่า หากเทียบเป็นสัดส่วนแล้วยังไงก็ต้องแพงกว่า 81.6 ล้านปอนด์ที่คุณทักษิณควักกระเป๋าซื้อด้วยเงินส่วนไหนก็ยังไม่มีใครทราบแน่ ๆ

                เพราะจากวันนั้นกระทั่งวันนี้ มูลค่า ของซิตี้ถูกปั่นไปพอควรด้วยกลยุทธ์การตลาดระดับโลก และด้วยโปรไฟล์คุณทักษิณเอง

                ใครก็ตามซื้อสโมสรนี้ ย่อม การันตี การตกเป็นข่าวบนสื่อทุกแพลตฟอร์มของโลกแบบน้ำไหลไฟดับที่แน่นอนครับว่า คุ้มค่า ชนิดผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กลุ่มอยากมีชื่อเสียง) ต้องมองค้อนขวับ ๆ ด้วยความอิจฉาเลยล่ะครับ

                เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผมเคย สรุป ไปแล้วว่า การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลคือการลุงทุน เพราะขี้หมูขี้หมา และแม้จะ ต่อยอด ด้วยการทุ่มทุนซื้อนักเตะ หรือปรับปรุงสาธารณูปโภคทีมขนาดไหน

                สุดท้าย ราคาซื้อ/ขายก็จะไม่ตก และมีแต่จะขึ้นเสมือนถือหุ้นชั้นดีอยู่ในมือ

                งานนี้ ADUG จึงน่าจะทราบอยู่แล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่

                แต่ที่น่าเห็นใจก็คือ แฟนบอล ที่สโมสรซึ่งเป็นเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเค้าต้องถูกซื้อ/ขายเปลี่ยนมือราวผักปลาในตลาด

                ทว่า หากมองในอีกมุมหนึ่ง การเลือกเดินออกจากสโมสรของคุณทักษิณ คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสโมสร ณ.เวลานี้ เพราะมันน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมทั้งส่วนตัว และส่วนรวม

                ส่วนตัว สถานะของคุณทักษิณนั้นยังไม่เคลียร์ และไม่แน่ว่า จะจบอย่างไร? และเรื่องเงินกำลังเป็นปัญหาจนสโมสรขาดสภาพคล่องจริงเหมือนที่เป็นข่าวไปกู้หนี้ยืมสินมา ตู๊ ระยะไปก่อนหรือเปล่า?

                สำคัญที่สุดก็คือ สภาพการตกเป็นผู้ต้องหาติดหลังจากประเทศไทยที่น่าจะเป็นมูลเหตุจริง ๆ ของการเริ่มต้นเจรจาหาผู้ถือใหม่ + ใหญ่ตั้งแต่เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน

                ผมเองก็เคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วตั้งแต่ซีซั่นนี้ยังไม่เปิด และก็เคยอ้างการรายงานของ เดลี เมล์ และ อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด ไปแล้วว่า การเจรจาซื้อ/ขายกับว่าที่เจ้าของสโมสรใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

                ตอนนั้นก็ไม่มีการออกมาปฏิเสธ ตามด้วยช่วงเปิดซีซั่นอย่างเป็นทางการ 2 นัดแรกที่แมนฯซิตี้ประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ทั้งในลีก และยูฟ่า คัพ

                แต่หลังจากนั้น มาร์ก ฮิวจ์ส ก็ Settle ตัวเองกับลูกทีมได้ก่อนจะไล่ชนะรวดได้ 3 เกมติดต่อกันกระทั่งกระโจนขึ้นอันดับ 3 ได้แล้วอย่างน่าชื่นชมทั้งที่นอกสนามนั้นวุ่นวาย และมีความไม่แน่นอนสูงมาก

                ผมเองคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าวันนี้ของแมนฯซิตี้ + กลุ่มแฟนบอลเมืองไทย + คุณทักษิณ + คอนเนกชั่นต่าง ๆ จะเดินทางมาถึงเร็วขนาดนี้

                แต่ยอมรับครับว่า คาดการณ์ ไว้แล้วว่า วันนี้ที่ต้องแยกทางกันต้องมีอย่างแน่นอน เพราะตัวเองเขียนมาตลอดว่า วัฒนธรรม กีฬา/ธรรมเนียมปฏิบัติ + การทำธุรกิจกีฬา นั้นแตกต่างจากธุรกิจอื่นทั่วไป

                และต่างจากธุรกิจโทรคมนาคมแน่นอน

                ส่วนตัวยังรู้สึก เสียดาย กับบทจบนี้ที่จะหมายถึงบทจบ คอนเนกชั่น พิเศษต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทยกับสโมสรชั้นนำของประเทศอังกฤษด้วยเช่นกัน

                และก็ไม่รู้ว่า ชาตินี้ จะมีโอกาสได้เห็นดีลที่คนไทยจะสามารถซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษได้อีกหรือไม่?

                สุดท้าย ผมเขียนโดยไม่รู้เลยว่า บทจบของทีมเรือใบสีฟ้า คุณทักษิณจะเป็นอย่างไร? แต่ก็ขออวยพรให้ แฮปปี้เอนดิ้ง

                และก็ขอขอบคุณทุกสิ่งที่ได้รับ + ประสบการณ์การทำข่าวแบบเอ๊กซ์คลูซีฟเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาที่สามารถตอบได้เลยว่า ชาตินี้ ไม่มีทางจะได้รับโอกาสแบบนั้นอีกแล้ว

                อาเมน ครับ..

                (คิกออฟ 1 ก.ย.2008)

                                                                                ————————————-

ใส่ความเห็น