ฟุตบอล “ยูโร 2008” เตรียมปั๊มเงินรายได้ 1.3 พันล้านยูโรอันเป็นตัวเลขที่มากกว่า “ยูโร 2004” ที่โปรตุเกสถึง 50% และเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมฟุตบอลยุคดิจิตอลที่เม็ดเงิน “รายได้” สามารถมาได้จากทุกทิศทาง
หลัก ๆ ก็คือ ฟุตบอลยูโรจะมีรายได้หลักเข้ามา 4 ทางด้วยกัน: 1.ลิขสิทธิ์มีเดีย (Media rights) เช่น การถ่ายทอดสดทีวี 60%, 2.ลิขสิทธิ์การตลาด (Commercial rights) เช่น สปอนเซอร์ และขายของที่ระลึก 21%, 3.ธุรกิจดูบอลระดับ VIP พร้อมแพ็คเกต อื่น ๆ เช่น บล็อกดูบอลพิเศษ, ที่พัก, ท่องเที่ยว (Hospitality) 12% และ 4.ขายตั๋วฟุตบอล (Match tickets) 7%
โดยรายได้จากทั้ง 4 ทางข้างต้นรวมประมาณ 1.3 พันล้านยูโรนั้นจะถูกนำไปใช้โคเวอร์ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มจาก ค่าจัดการแข่งขันที่ประกอบด้วย:
ค่าเช่าสนาม, ค่ารักษาความปลอดภัย และค่าการตลาด, ค่าธรรมเนียมให้ 8 เมืองที่จัดการแข่งขัน และค่าจ้างสตาฟฟ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวเลข 600 ล้านยูโร หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวม
ตัวเลขนี้ 600 ล้านยูโรนั้นรวมเงินรางวัลสำหรับทีมที่เข้าแข่งขัน (234 ล้านยูโร) ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อรวมทุกหัวข้อ การจัดการแข่งขัน “ยูโร 2008” จะมี “ผลต่าง” กำไรประมาณ 700 ล้านยูโร
สำหรับ กำไร 700 ล้านยูโร หรือ 35,000 ล้านบาท “ยูฟ่า” จะใช้เป็นเงินทุนพัฒนาโปรเจคต์ต่าง ๆ ใน 53 ประเทศสมาชิกของตัวเองตลอดระยะเวลา 4 ปีข้างหน้ากับโปรแกรมที่เรียกว่า “HatTrick” เพราะจะมี 3 หัวข้อใหญ่ในการพัฒนา
1.การลงทุนพื้นฐาน: ผ่านการสร้างสนาม, สถานที่ซ้อม และให้การศึกษา และสนามหญ้าเทียม
2.เงินบำรุงให้สมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศ: ภายใต้เงื่อนไข เช่น การมีส่วนร่วมแข่งขันในรายการฟุตบอลเยาวชน, ฟุตบอลหญิง หรือให้ความร่วมมือกับระบบ club licensing system
3.การศึกษา: ให้สตาฟฟ์ของสมาคมฟุตบอลแต่ละชาติได้มีการศึกษาสูงขึ้น
ทั้ง 3 หัวข้อนี้จะเงินประมาณ 450 ล้านยูโร และอีก 250 ล้านยูโรที่เหลือจะถูกนำมาใช้ในส่วนการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชน และบอลหญิงกระทั่งถึงปี 2012 และก็รวมถึงการฝึกสอนโค้ช + กรรมการ และใช้บริหารงานบางส่วนในองค์กร “ยูฟ่า”
กับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ นี้ ผมมองว่า “ยูฟ่า” ชัดเจน และโปร่งใสดี ขณะที่ต้องชมเชย มิเชล พลาตินี่ อย่างมากที่บริหารงานนอกสนามได้ดีไม่แพ้ตอนเป็นนักเตะในสนามเลยครับ
ปล. 1 ยูโรมีค่าประมาณ 50 บาทนะครับ
(26 พ.ค. 2008)
————————————————