-Day 3: เยี่ยมชม “เมืองเก่า” และ “บ่อหมี” ที่เบิร์น

Day 3: 05.06.08

ก็คงจะเป็นจริงอย่างที่มีการสันนิษฐานกันนะครับว่าชื่อเมือง “เบิร์น” นั้นมาจากคำว่า “Baren” ในภาษาเยอรมันที่แปลว่า “หมี” หรือ “Bear” ในภาษาอังกฤษ เพราะหันไปทางไหนก็ “เจอหมี” ทั้งที่เป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นแค่การนำชื่อไปใช้เต็มไปหมด

ไม่เว้นแม้แต่ “ตัวเป็น ๆ” ที่วันนี้ผมก็เก็บภาพมาฝากเช่นกัน แหะ ๆ

สำหรับข้อเขียนในวันนี้ก็คงเป็นตามที่จั่วหัวไว้นั่นแหละครับ เพราะในฐานะที่ “ปักหลัก” อยู่เมืองเบิร์น ผม กับ “ลูกแม่กิ่ง” ก็ควรใช้เวลาสำรวจเมืองให้เร็วที่สุดก่อนที่เดี๋ยวทัวร์นาเมนท์เริ่มต้นแล้วจะไม่มีเวลา

และแน่นอนครับว่า เมื่อพูดถึงเมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่างกรุงเบิร์นแล้ว สิ่งแรกที่เป็น “ไฮไลต์” ก็คือ เขตเมืองเก่าที่จะมีถนนประมาณ 3 สายขนานกันจากบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำอาร์ (Aare River) ตรง “บ่อหมี” เรื่อยไปจนถึงหอนาฬิกาเมืองเบิร์นอันเป็นหอนาฬิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ

ทริป Day 3 ของเรา 2 คนเริ่มจากบ้านที่พักแถบ Salem ย้อนศรไปหาเขตเมืองเก่า และจบที่สถานีรถไฟหลักอันจะต่างจากนักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปที่มักจะสตาร์ตตัวเมืองสู่ปลายทางที่ “บ่อหมี”

เราออกจากบ้านตอนใกล้ 11 โมงเช้า เพราะ “น้องใหม่” เจ้าของบ้านที่เช้านี้ทำหมูแดดเดียว และพะแนงไก่ให้ทาน จะรีบไปทำงานร้านอาหาร แต่ด้วยเมืองนั้นขนาดค่อนข้างเล็ก และไม่มีอะไรในกอไผ่ให้ซับซ้อน เราจึงเดินเท้ากันสบาย ๆ จากสวนดอกกุหลาบที่จะมองเห็นตัวเมืองในมุมที่แตกต่างจากเบื้องสูง

และที่นั่นครับ “ลูกแม่กิ่ง” พลาดครั้งใหญ่ด้วยการทำเลนส์กล้อง Nikon ตกจนใช้การไม่ได้ก่อนเรา 2 คนจะต้องแก้เกมครั้งใหญ่ซึ่งน่าจะมีการเล่าเรื่องแบบเศร้า ๆ เคล้าน้ำตาในคอลัมน์ EURO Passer-by พอสมควร ^_^

จากสวนดอกไม้ลงเขามาก็จะเจอ “บ่อหมี” ที่ผมสอบถามแล้วได้ความว่า ปัจจุบันนี้เหลือหมีอยู่ 3 ตัว

งานนี้ใครจะว่าอะไรก็ช่าง แต่ผมมองว่า เบิร์นสามารถอนุรักษ์สัญลักษณ์ และประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นไปของเมืองได้ดี

การมีหมีอยู่กลางเมืองก็ดูสร้างสีสันไม่หยอก เพราะบ่อก็ขนาดพอประมาณ และก็ถือเป็น “จุดขาย” ให้นักท่องเที่ยวเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ ได้สนุกสนานกันด้วย

ถัดจาก “บ่อหมี” เราก็ข้ามสะพานชื่อยาวเหยียด Kirchenfeldbrucke มายังฝั่งเมืองเก่าที่จุดขายก็จะเป็นบ่อน้ำพุมากมาย 11 บ่อ และรูปปั้นต่าง ๆ ตลอดเส้นทางสายกลางของเขตเมืองเก่า

2 ข้างทางก็รายล้อมด้วยตึกเก่า และร้านค้าขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับ UNESCO และก็จะมีหลังคาหน้าร้านยาวตลอดเส้นทางประมาณ 6 กิโลเมตรที่จะทำให้ไม่เปียก ไม่ร้อน ตอนช็อปปิ้ง เพราะอยู่ใต้ร่มตลอด

น่าเสียดายครับที่วันนี้ เรา 2 คนเดินผ่านพิพิธภัณฑ์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แบบไม่รู้ตัว และลืม เพราะมัวพะวงแต่เลนส์กล้องของ “โดโด้”

ขณะที่นาฬิกาเมืองเบิร์นที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ.1530 ก็ต้องรอถึง 6 โมงเย็นกว่าจะมีการส่งเสียง และตัวตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ทั้งหลายจึงจะออกมาหมุนเริงระบำเอนเตอร์เทนผู้คน

แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เรายังมีเวลาอีกหลายยก เพราะแค่นี้ก็เดิน + ขึ้นรถเมล์สาย 12 และรถรางสาย 9 สลับไปมากันจนเหนื่อยแล้ว

สุดท้ายก็มาหยุด และตบตูดด้วยกาแฟ “สตาร์บัคส์” จากบริเวณจัตุรัส Waisenhausplatz อันเป็น 1 ใน 2 “แฟนโซน” ของเมืองเบิร์นเหมือนเดิม

โดยปริมาณแฟนบอลที่จัตุรัส Waisenhausplatz และ Bundesplatz ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน และเดินถึงกันได้สามารถรองรับแฟนบอลได้ก็คือ 40,000 คน

และทั้ง 2 จัตุรัสก็จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มิ.ย.2008 นี้ หรือ 1 วันก่อนพิธีเปิด

ดังนั้นตอนผมลิ้มรสกาแฟปั่นอยู่ใน “สตาร์บัคส์” นั้น บรรดาคนงาน และเจ้าหน้าที่จึงกำลังง่วนกันตะลุยงานโค้งสุดท้ายกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด

ได้เห็น “ตัว M” ขนาดใหญ่ของ “แม็คโดนัลด์” ซึ่งเป็น 1 ใน 10 สปอนเซอร์หลักเตรียมขึ้นแขวนหน้าร้าน, เวทีกำลังเคลียร์พื้นที่ ขณะที่ป้ายต่าง ๆ ก็ดูพร้อมแล้ว

โดยวันเปิด “แฟนโซน” ที่นี่จะมีคอนเสิร์ตของศิลปินท้องถิ่นมาร่วมงาน ขณะที่วันแข่งก็จะมีจอทีวียักษ์ขนาด 60 และ 40 ตร.ม.คอยต้อนรับแฟน ๆ

ที่น่าสนใจคือ “เวลาปิด” ของแฟนโซนที่วันธรรมดาจะปิดตอนเที่ยงคืน แต่วันเสาร์ และวันแข่งขันจะปิดตอน “ตีสาม”

สุดยอดครับ…พูดได้คำเดียว!!!

ผมเองกับ “โดโด้ ลูกแม่กิ่ง” คงได้มาลิ้มรสอาหาร และเครื่องดื่มแถว ๆ นี้แน่นอน เพราะเสร็จแล้วก็สามารถเดินกลับบ้านได้ ไม่ไกลอะไร

เอาล่ะครับ คงต้องลงท้ายเหมือนเดิมว่า ดูรูปประกอบเรื่องนะครับ และใครที่ยังไม่จุใจก็อ่านเพิ่มได้ในเว็ปบล็อกของผมที่ khaimukdam.wordpress.com นะครับ

——————–

 

ใส่ความเห็น