-Day 2: เยี่ยมที่ทำงาน “สต๊าด เดอ สวิส วังค์ดอร์ฟ”

 

Day 2: 04.06.08

เด้วจะหาว่าผม “ไม่โพสิทีฟ” กับประเทศเจ้าบ้าน สวิตเซอร์แลนด์ เพราะเมื่อวานในข้อเขียน Day 1 นั้น “สับแหลก” (ยิ่งกว่าโรนัลโด้ “สับขา”) ใส่เมืองซูริคซะเกือบไม่ยั้ง

วันนี้เรามาที่เรื่องดี ๆ กันบ้างดีกว่าครับกับ Day 2 หรือวันพุธที่ 4 มิ.ย.2008 ตอนบ่าย 3 โมงเวลาท้องถิ่นจากร้านกาแฟ “สตาร์บัคส์” หัวมุมกลางเมืองเบิร์นที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ฟรี 30 นาที แลกกับกาแฟปั่นแก้วละ 200 บาทต้น ๆ (แต่จริง ๆ มี wireless ให้แอบใช้ได้ทั้งวัน ^_^)

ก็คุ้มนะครับ เพราะยังมี “วิวสวย” ได้ดูสาว ๆ สวิสเดินผ่านไปมาเสมือนเป็น “บัตเตอร์ เค๊ก” แกล้มกาแฟอีกต่างหาก อิ ๆ

คืออย่างนี้ครับ ผม กับ “โดโด้ ลูกแม่กิ่ง” เดินทางมาถึงเบิร์นตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งเมื่อวานนี้ และก็อย่างที่ “โดโด้” คงได้เกริ่นไปแล้วในคอลัมน์ของเค้านะครับว่า การเตรียมการของเบิร์น “พร้อมกว่า” ซูริคอย่างสัมผัสได้

ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพ วันนี้เรา 3 คนซึ่งก็มีนายเคนนี่ เพื่อนสกอตแฟนบอลเซลติก เจ้าของบ้านที่เราพักเพิ่มขึ้นมาอีกคน ก็ออกจากที่พักไปเยือนสนาม สต๊าด เดอ สวิส วังค์ดอร์ฟ ตั้งแต่ก่อนเที่ยง

เรียกว่า หลังตื่นนอน 8-9 โมงเช้า และรับประทานไข่พะโล้หมู และมัสมั่นไก่ที่ “น้องใหม่” ภรรยาเคนนี่ทำให้ทานต้อนรับเราตั้งแต่เมื่อวานเย็น เราก็ออกเดินทางทันที

เซ็งเล็กน้อยที่ “ฝนตก” ลงมาบาง ๆ และอากาศเย็นต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสแน่นอนในหน้าร้อน แต่ก็โอเคครับ เพราะสนามของทีม BSC ยัง บอยส์ อยู่ห่างจากบ้านเราแค่ 10 นาทีเดินเท้าโดยประมาณ

เรียกได้ว่า อาหารไทยอร่อย ๆ + ความสะดวกในการไปดูเกมกลุ่มซี: กรุ๊ป ออฟ เดธ  + นั่งรถเมล์ไปสถานีรถไฟหลักเมืองเบิร์นแค่ 3 ป้าย 10 นาที + ค่าเช่าที่พักราคามิตรภาพ เราตัดสินใจไม่ผิดแน่นอนที่ย้าย “ฐานทัพ” จากซูริคสู่เบิร์น

โดย “ไฮไลต์” ของผมในวันนี้นอกจากจะเก็บเป็นภาพความพร้อมของเมืองมาฝากแล้วก็เห็นจะเป็นภาพความพร้อมจากสต๊าด เดอ สวิส นะครับ

สนามในตำนานนัดชิงชนะเลิศบอลโลก 1954 แห่งนี้น่าจะรอแค่การ “กดปุ่มสตาร์ต” เท่านั้น เพราะ “มีเดียเซนเตอร์” และเพรสคอนเฟอเรนซ์ บนชั้น 2 นั้นอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วแบบแทบไม่ต้องรอ “ไฟนัลทัช” ใด ๆ

ผมลองเปิดแล็ปท็อปเช็คสัญญาณ wireless internet ก็พบชื่อ EURO 2008 Final แต่ยังไม่สามารถล็อคอินได้ หรือปลั๊กเคเบิ้ลไว้ต่ออินเทอร์เน็ตก็พร้อมแล้ว แต่ยังไม่เปิดใช้บริการ

ก็น่าจะภายในวันศุกร์นะครับที่นักข่าวน่าจะทยอยกันมาทำข่าว และสามารถใช้สาธารณูปโภคเหล่านี้ได้ซึ่งแม้จะ “ช้าไป” จากความรู้สึก + ประสบการณ์ของผม แต่ภาพที่ได้เห็นก็ทำให้ความรู้สึกกับการแข่งขันครั้งนี้ดีขึ้นเยอะทีเดียวหลัง Bad experience มากับซูริคในวันแรกที่มาถึง

ที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ห้องทำงาน “มีเดียเซนเตอร์” ที่สามารถมองทะลุไปสู่ที่นั่งในสนาม “โซนมีเดีย” ซึ่งจะสะดวกต่อการทำงาน

ทั้งนี้หลายครั้งครับ เช่น บอลโลกที่เยอรมันที่นักข่าวต้องทำงานใน “เพรสเซนเตอร์” ชั่วคราวนอกสนาม และต้องเดินบันไดเข้าสนามใหญ่ ๆ ความสูงเหมือนเดินขึ้นตึก 4-5 ชั้น

เรียกว่า กว่าจะได้ดูก็เหนื่อยแล้ว และไม่สะดวกต่อการทำงานด้วย ทว่าสนามแห่งนี้ที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก เพราะความจุก็แค่ 30,000 คน “ตอบโจทย์” ได้เกือบหมด…ไม่นับการมีช็อปปิ้งเซนเตอร์เล็ก ๆ, โรงเรียนเอกชน, ร้านอาหาร ฯลฯ

รายละเอียดปลีกย่อยก็สอบผ่าน เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็สามารถพูดภาษาอังกฤษ และตอบคำถามเบสิคได้แล้ว

หาใช่ “ใบ้รับประทาน” หรือตอบคนละทางสองทางเหมือนที่เลตซิกรุนด์ สเตเดี้ยม

โดยหลังชะแว้บเข้าไปใน “มีเดียเซนเตอร์” และ “เพรสคอนเฟอเรนซ์” ซึ่งอยู่ติดกันแล้ว ผมก็แอบแวะไปที่ Media Accreditation Centre หรือที่สถานที่ทำ/รับบัตรผู้สื่อข่าวซึ่งอยู่คนละฟากของถนนด้วย

ก็จัดว่า สมศักดิ์ศรี และค่อยดูเหมือนทัวร์นาเมนท์ระดับโลกหน่อยก่อนเรา 3 คนจะจับรถรางมากลางเมืองเพื่อซื้อ “ซิมการ์ด” โทรศัพท์มือถือ

ก็ได้ยี่ห้อ Orange มานะครับ เพราะเคนนี่ กับใหม่ ใช้ยี่ห้อนี้อยู่ แต่ของเราเป็น OrangeClick ที่ถูกกว่าสำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน และเราจ่ายไป 25 ฟรังก์ต่อ 1 เบอร์แลกกับแอร์ไทม์เบอร์ละ 20 ฟรังก์ หรือก็เท่ากับค่าเบอร์ ๆ ละ 5 ฟรังก์เท่านั้น

ดังนั้นในเรื่องพื้นฐานการอยู่อาศัยในประเทศใหม่ ผม กับ “ลูกแม่กิ่ง” ถือว่า ทำครบแล้ว และก็พร้อมรบแล้ว 100% หลังเมื่อวานได้บัตรนักข่าว, ปักหลักปักฐานที่บ้าน และซื้อการ์ดโฟนโทรกลับออฟฟิศเมืองไทย + หาคนรักที่บ้าน

เอาล่ะครับ…ให้รูปภาพเล่าแทนเรื่องวันนี้ต่อแล้วกัน และพรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่นะครับ

————–

 

ใส่ความเห็น