-Day 17: จาก 4-3-3 สู่ 4-2-3-1

Day 17: 19 มิ.ย.2008

ก็ผ่านพ้น Day 16 ไปได้แบบทุลักทุเลเหมือนเช่นครั้งก่อนที่ “ท็อป-โด้” เดินทางข้ามพรมแดนมาออสเตรียนะครับ

ครั้งนี้ขนาดเตรียมการอย่างดีทั้งขาไป และกลับ ทว่าสุดท้ายก็ไม่วาย “ถูกหวย” จองรถตู้นอนเดียวกับแฟนบอลสวีเดนที่ขึ้นทีหลังจากอินส์บรุกอีก 4 คน (คิดดูแล้วกันครับว่า ดูบอลจากอินส์บรุกซึ่งเกมเตะเสร็จตั้งแต่ 4 ทุ่มครึ่งก็ต้องรอรถเที่ยวนี้ที่ออกจากซัลซ์บวร์กเกือบตีหนึ่ง และถึงอินส์บรุกเกือบตีสาม)

กำลังนอนเพลิน ๆ 2 ชั่วโมงจากซัลซ์บวร์กก็เลยต้องสะดุ้งตื่น และแทบไม่ได้นอนหลังจากกระทั่งถึงบ้านตอน 8 โมงเช้าเศษ ๆ

ว่าแล้วก็นึกถึง สถานการณ์ Day 18 ของตัวเองจริง ๆ เพราะ “ปรับแผน” แยกทางกับ “ลูกแม่กิ่ง” โดยจะขอไปเวียนนาเป็นครั้งแรกดูเกม โครเอเชีย – ตุรกี

ขณะที่ “โด้” จะ day off และรอไปชมเกมคู่เอก สเปน – อิตาลี ที่เวียนนาในนัดสุดท้ายแทนที่ผมก็จะไป day off เอาตอนนั้น

เพื่อให้งาน “สมบูรณ์” ที่สุด และป้องกันการไม่สบาย “ตายหมู่” นะครับ…อิ ๆ

เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกเสียวสันหลังแทนน้อง ๆ ที่กองบรรณาธิการจะมีคิวไปทำข่าว “ยูโร 2012″ ที่ยูเครน/โปแลนด์ จริง ๆ

หรือ “บอลโลก 2010″ ที่แอฟริกาใต้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า การเดินทางจะเป็นอย่างไร?

เพราะขนาดประเทศที่มีการพัฒนาด้านขนส่งมวลชนสุดยอดอย่าง “สวิส-ออสเตรีย” เรายังแย่

แต่อย่างไรก็ดีครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ฝ่ายจัดการแข่งขันจะอำนวยความสะดวกให้นักข่าว และแฟนบอลอย่างไรมากกว่า

อย่างบ้านเราตอนจัดงานใหญ่ก็จะมีมาตรการพิเศษ หรือหา “ตัวช่วย” เช่น สั่งโรงเรียนปิดซะเลยเพื่อลดภาวะการจราจรติดขัด

ตามด้วยสั่งรถรับส่งพิเศษมาคอยบริการเสริมจากระบบขนส่งปรกติที่รวม ๆ แล้ว “สะดวก” สบายมาก

ทว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง “สวิส-ออสเตรีย” น่าจะมองใน “อีกมุม” ที่แตกต่าง เพราะพวกเค้าน่าจะมองว่าระบบต่าง ๆ ดีอยู่แล้ว

เอาแค่รถเสริมพิเศษนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะพอ…ปัญหาแบบ “เส้นผมบังภูเขา” จึงเกิดขึ้นเช่นครั้งนี้

แต่ในส่วนของฟุตบอล ความสำเร็จนั้นน่าประทับใจครับ เฉพาะอย่างยิ่งในแง่ “ดรามา”, ความตื่นเต้น และความสนุกสนานน่าชม

หากมองให้ลึกกว่านั้น ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ 1 ประการสำหรับทัวร์นาเมนท์นี้ที่ “เทรนด์” ของเกม The beautiful game ของเราเปลี่ยนแปลงไปพอควร

อย่างน้อย ๆ ก็ต่างจาก “ยูโร 2004″ ที่ 1 วันหลังทัวร์นาเมนท์ปิดฉากด้วยแชมป์เป็นของกรีซ และธีโอ ซาโกรากิส กัปตันทีมถูกประกาศให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมทัวร์นาเมนท์ ผมมีโอกาสได้คุยกับแอนดี้ ร็อกซ์เบิร์ก เล็กน้อย

ครั้งนั้น คุณร็อกซ์เบิร์ก มองว่า “เทรนด์” อยู่ที่ระบบ 4-3-3 ที่แต่ละทีมจะมี “มิดฟิลด์ตัวรับ” หรือตัว Holding ball 1 คน

ระบบดังกล่าวถูกใช้กับแทบทุกทีมที่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายรวมถึงแชมป์ และรองแชมป์: กรีซ/โปรตุเกส

พอเข้าสู่ซีซั่นลูกหนังยุโรปปรกติ 2004/05 เทรนด์ดังกล่าวยังแผ่ขจายมาที่พรีเมียร์ลีกอีกด้วยนำโดย เชลซี ของโจเซ่ มูรินโญ่ นั่นแหละ

งานนั้นไม่เว้นแม้แต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังปรับจาก 4-4-2 ที่ใช้บริการมาตลอดมาเป็น 4-3-3 ที่ยามรับจะปรับเป็น 4-5-1 จนแฟนแมนฯยูฯด่ากันขรมเลยครับตอนนั้น ผมจำได้ดี 

กับครั้งนี้ “ฟอร์เมชั่น” ที่เป็น “เทรนด์” ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญ และถูกนำมาใช้ในหลายทีมนำโดยเนเธอร์แลนด์, สเปน และโปรตุเกส ก็คือ การมี “มิดฟิลด์ตัวรับ” 2 คนในรูปแบบ 4-2-3-1 เหมือนลิเวอร์พูลที่ “ราฟา” เอามาใช้ท้ายซีซั่นจนแพ้แค่แมนฯยูฯนัดเดียวในลีก (และก็เชลซีในแชมเปี้ยนส์ ลีก)

เกม สเปน – กรีซ ที่มาดูก็เช่นกันที่นัดนี้ได้ ซาบี้ อลองโซ่ และรูเบน เดอ ลา เรด ทำหน้าที่ 2 มิดฟิลด์ดังกล่าวชัดเจน

“รูปเกม” ผมพูดไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้คงไม่พูดอีก เพราะ “ภาพรวม” นั้นชัดเจนเหมือนเกมนัดสุดท้าย “เดดเกม” อีก 3 คู่นั่นแหละครับว่า ชุดสำรองของโปรตุเกส, โครเอเชีย, ดัตช์ และสเปน ไม่ได้ “เป็นรอง” ตัวจริงคู่แข่งเลย

แม้จะปรับทีมแทบจะทั้งทีม เช่น โปรตุเกส (8 คน), ดัตช์ (9) และสเปน (10) แต่เมื่อ “คุณภาพ” และระบบดี…ทุกอย่างก็ผ่านตลอด

แถมพอไม่มี “ความกดดัน” เข้าไปอีก อะไรก็ยิ่งง่ายขึ้น

กับกรีซในนัดสุดท้ายนี้ สเปนแสดงเห็นชัดเจนครับว่า ทีมที่ “เทคนิค” ดีที่สุดในทัวร์นาเมนท์นั้นเล่นอย่างไร?

แม้จะชนะด้วยผลต่างแค่เม็ดเดียว แต่เกมนี้หากมีกองหน้าระดับตอร์เรส/บีญ่า ลงสนาม สเปนคงชนะสบาย และสมศักดิ์ศรีทีมที่มีนักเตะค่าตัวเฉลี่ยแพงที่สุด 16 ล้านยูโร/คน ในทัวร์นาเมนท์นี้

แต่ “ราคา” หรือ “เงินทอง” ใช้จะซื้อความสำเร็จได้ และก็เหมือนกับระดับสโมสรนั่นแหละครับว่า ทีมที่ลงทุนซื้อนักเตะด้วยเงินมากที่สุดอาจไม่ได้แชมป์ หรือประสบความสำเร็จคุ้มทุน

สเปนที่มี “มูลค่าทีมสูงสุด” ในทัวร์นาเมนท์นี้ก็เช่นกันที่ยังเหลือเส้นทางอีกยาวนานมากกว่าจะผ่านอิตาลีในรอบนี้ หรือดัตช์ (ตามคาด) ในรอบหน้าเพื่อทะลุเข้าชิงชนะเลิศ และซิวแชมป์

…แถมท้ายไว้นิดวันนี้ เพราะได้เจอ วินเทอร์ โทมัส เพื่อนผู้สื่อข่าวจากสาธารณเช็กพอดี และเหมือนลุงแกจะคิดถึงผมมาก (เจอกันหนก่อนตอน “ยูโร 2004″) ลุงแกเลยเม๊าท์ใหญ่

วันนี้เค้าฟุ้งให้ฟังถึงบทความที่เพิ่งเขียนลงไปว่า แยน โคลเลอร์ เจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเช็ก (55 ประตูจาก 90 นัด) เป็นคนมาจากแถบบ้านเกิดเค้าในแคว้นชื่อ South Bohimian ซึ่งอยู่ห่างกรุงปรากลงมาทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

มากกว่านั้นก็เสริมว่า เจ้าของสถิติคนก่อนของประเทศ โจเซฟ บิคาน ก็มาจากแคว้นนี้เช่นกัน พร้อมแหย่เหลือเกินให้ผมเขียนเรื่องนี้ ผมก็ “เออออ” แล้วก็เก็บมาเป็นสีสันทิ้งท้ายเรื่องในวันนี้นี่แหละครับ

See you tomorrow นะครับ…

———————-

 

ใส่ความเห็น