-Day 8: ไขข้อข้องใจว่า “รุด” ไม่ออฟไซด์

Day 8: 10.06.08

ผมใช้ “สูตรสำเร็จ” เดิมในวัน Long day แบบนี้ด้วยการมานั่งพิมพ์งานชิ้นนี้บนรถไฟที่ต้องนั่งก้นแฉะเกือบ 5 ชั่วโมงจากเบิร์นไปอินส์บรุก

ก็เป็นการข้ามประเทศเจ้าบ้านมา “ออสเตรีย” เป็นครั้งแรกด้วยครับ และก็จะเป็นทริปยาว ๆ ครั้งแรกของผม กับ “ลูกแม่กิ่ง” ที่วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อจับรถไฟตั้งแต่ 8 โมง 32 นาทีก่อนจะไปถึงอินส์บรุกตอนบ่ายโมง 21 นาที

และกลับตอนตี 2 กว่าเพื่อถึงเบิร์นประมาณ 7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น หรือ Day 9 ที่ผมต้องมีคิวต่อไปบาเซิล และโด้ไปเจนีวา

นี่หากเป็น “ยูโร 2004″ ที่โปรตุเกส ผมคงทำไม่ได้ เพราะรถไฟที่แดนฝอยทองห่วยเหลือเกิน

มีหวังได้ “อ๊วกแตก” กับการโคลงไปเคลงมาแน่ ๆ (แต่ก็ต้องทำนะ ตอนจำเป็นคู่กับคุณ “โตโต้ เอฟซี” นั่นแหละ ทว่าจะให้ตั้งใจมาทำงานเลยเหมือนตอนนี้คงไม่ใช่)

ย้อนไปตอน “ยูโร 2000″ ที่เบลเยียม/เนเธอร์แลนด์ก็ยังพอไหว แต่ปัญหาคือ แบตเตอรี “แล็ปท็อป” ยุคนั้นใช้งานได้สั้นมาก เขียนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็หมดแล้ว

มากกว่านั้น และที่ผิดกับสมัยนี้ หรือ ค.ศ.2008 ลิบลับก็คือ รถไฟประเทศ “โค-ตะ-ระ เจริญ” อย่างสวิส และเยอรมันสามารถค้นสัญญาณ wireless ได้ระหว่างวิ่งอีกต่างหาก

ดังนั้น หาก “เงิน” ไม่ใช่อุปสรรค การมีแล็ปท็อปดี ๆ แบตเตอรี 6-7 ชั่วโมง และสตางค์ประมาณ 70 ฟรังค์/เดือนสำหรับเป็นสมาชิกอินเทอร์เน็ตไร้สายตาม hot spot ทั่วประเทศของ SwissCom

ความสะดวกสบายคงสุดยอด และการทำงานก็คงจะไร้พรมแดน + อุปสรรค์อย่างแท้จริงนะครับ

 

 

…สำหรับเกมเมื่อวานนี้ ผมมองว่า นัดนี้เป็นหนึ่งในนัดที่ผมเห็นแชมป์โลก อิตาลี เล่นดีที่สุดแต่ต้องแพ้แบบยับเยินที่สุดนัดหนึ่ง

แน่นอนครับว่า จังหวะสังหารของ รุด ฟาน นิสเตอรอย ในครึ่งแรกนั้น Change the whole dimension of the game หรือเปลี่ยนมิติของเกมทุกด้านไปหมด

เพราะมันเกิดตอนอิตาลีกำลังคอนโทรลเกม และกำลังช่วงชิงความได้เปรียบ หรือตามภาษาที่ เชราร์ ฮุลลิเยร์ มักจะใช้ว่า Take initiative จากเกมได้ดีกว่า

มากกว่านั้้น นักเตะอิตาเลียนยังรับไม่ได้กับสิ่งที่พวกเค้าคิดว่า “ล้ำหน้า” จนไม่สามารถคุ้มสติ + สมาธิให้อยู่ในเกมได้ก่อนจะโดน “หมัดน็อก” ตามมาอีกหมัดเป็น 2-0 อย่างเร็วที่ยิ่งทำให้ทุกอย่างยากลำบาก

แต่แม้จะเป็นฝ่ายตาม อิตาลีก็ยังสร้างสรรค์โอกาสได้เรื่อย ๆ ทว่าในวันที่ไม่ใช่ของตัวเอง…จะทำอย่างไรก็ยิงไม่ได้ และต้องแพ้แหละครับ

สำหรับประเด็นปัญหาจากประตูแรกนั้น ผมมีคำตอบให้จากเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร “ยูฟ่า” ที่บังเอิญเจอกันบนรถไฟที่เรานั่งไปอินส์บรุก 

คือ ผมกับ “โดโด้” ต้องหลบไปนั่งตู้บิสซิเนสส์คลาส (สูงกว่า “เฟิร์สตคลาส” ที่นั่งฟรี และเต็ม – ต้องจ่ายเพิ่มคนละ 15 ยูโร) ตู้เดียวกับผู้บริหาร “ยูฟ่า” 2 คนที่คนแรกดูแลด้านการตลาด และอีกคน คุณจอร์โจ้ มาร์เค็ตติ ดูแลด้าน Competition หรือ “การแข่งขัน”

งานนี้ผมจึงมีโอกาสได้คุย และสอบถาม 2 คำถามจากเกมเมืองคืนที่ได้ไปดูมาซะเลย ซึ่งคุณจอร์โจ้ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงก็ตอบแบบแฟรงค์ ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว:

1.ปรกติแล้วในการแข่งขันฟุตบอลระดับนี้จะไม่มีการ “โชว์ไฮไลต์” สถานการณ์ที่มัน Controversy หรืออาจก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่ใช่หรือครับ?

ถูกต้อง…เราจะไม่โชว์รีเพลย์เหตุการณ์ Controversy เช่น การฟาล์ว, จุดโทษ, ออฟไซด์, เถียงกรรมการ และอื่น ๆ แต่ไม่ใช่การทำประตู

จังหวะนั้นคือการทำประตูที่จริง ๆ แล้วกฎการล้ำหน้าก็มีบอกเหมือนกันว่า หากมีนักเตะอยู่นอกสนามหลังเส้นหลังโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากกรรมการนักเตะคนนั้นจะ play on ฝ่ายตรงข้ามซึ่งในที่นี่ก็คือ รุด ฟาน นิสเตอรอย

สรุป: ไม่ว่ากรรมการ + ผู้ช่วยจะเห็นนักเตะอิตาเลียนคนนั้น (คริสเตียน ปานุชชี่) อยู่นอกเส้นหรือไม่ก็ตาม (ซึ่งก็คือ ตัดสินผิดพลาดในชั้นต้น แต่หาข้อแก้ต่างได้ในภายหลัง) ลูกนี้ก็ “ล้ำหน้า” อยู่ดี

และการโชว์ภาพการทำประตู หากไม่ทำในสนาม แฟนบอลก็จะไปเห็น “ไฮไลต์” นอกสนามอยู่ดีอีกทั้งจะยิ่งทำให้ทุกอย่าง “คลุมเครือ” หากจู่จะ “จอดำ” หรือไม่ฉายให้ดู

2.จะเป็นไปได้ไหมครับที่กรรมการจะออกมาตอบคำถามหลังเกม หรือ “ยูฟ่า” เองแถลงความเห็นของกรรมการหากมีเหตุการณ์ Controversy ว่ากรรมการ “ตีความ” คำตัดสินอย่างไร

ไม่ได้นะ…เพราะบางทีก็ต้องยอมรับเลยว่า กรรมการก็ Make a real mistake จริง ๆ หรือตัดสินผิดพลาดจริง ๆ ดังนั้นหากออกมายอมรับก็็ยิ่งสร้างปัญหาไม่ให้จบ เช่น อาจมีการขอให้เตะใหม่ ฯลฯ

มันก็เหมือนกับศาลนั่นแหละที่ “ผู้พิพากษา” ไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ ของคำวินิจฉัยที่สุดท้ายแล้วถือเป็น “สิทธิ์ขาด”

ครับ…ก็คิดว่าคำตอบจากเจ้าหน้าที่ชาวอิตาเลียนรายนี้น่าจะเพียงพอไขข้องใจเรา ๆ ท่าน ๆ ได้บ้างนะครับ (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ) ขณะที่ก็ต้องยอมรับว่า กฎกติกาฟุตบอลนั้นมี “ช่องโหว่” และการ “ตีความ” ของแต่ละคนหลายครั้งก็ไม่ตรงกันจนต้องสรุปให้เป็น “เสน่ห์” ของเกมไปซะอย่างงั้น

เอาละครับ บ่ายโมง 21 นาทีเป๊ะ! และก็ถึงอินส์บรุก On time แบบเหลือเชื่อไม่คลาดเคลื่อน (จนชินไปแระ)…บรรยากาศที่นี่เป็นอย่างไรตอนบ่าย ๆ แบบนี้ ก็ดูได้จากรูปถ่ายสุดท้ายของวันน๊า…

—————

 

ใส่ความเห็น