Day 11: 13.06.08
พอไม่ได้ไปคลาเกนเฟิร์ต ผมกับ “ลูกแม่กิ่ง” ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผนบุกเมือง “โลซานน์” ที่ขึ้นชื่อด้านการศึกษา และวัฒนธรรม แทนใน Day 10 วันที่ 12 มิ.ย. 2008 ของเรา
การเดินทางนั้นก็ไม่ยากครับ เพียงแค่ 1 ชั่วโมงโดยประมาณจากบ้านที่่กรุงเบิร์น แต่ด้วยความที่เวลามีน้อยแค่ไม่ถึงครึ่งวัน เราเลยต้อง “แพลน” เท่าที่จะสำรวจเมืองได้ก่อนรีบกลับมา “ทำข่าว” จาก “แฟนโซน” ที่เบิร์นตอนเย็น
พอไปถึง สิ่งที่ต้องทำเหมือนทุกครั้งที่ไปเมืองซึ่งเราไม่เคยไปมาก่อนก็คือ หา Information Centre หรือ Tourists Information Centre เพื่อหาข้อมูลล่าสุดที่น่าสนใจของเมือง
ตอนมาถึงซูริค, เบิร์น, อินเทอร์ลาเกน, บาเซิล, ลูเซิร์น, อินส์บรุก เราก็ทำเช่นนี้…ว้าว! ได้เยี่ยม 6 เมืองแล้วนะเนี่ย ^_^
ครั้งนี้ คำถามง่าย ๆ ที่สุดที่ผมถามเจ้าหน้าที่ก็คือ “สวัสดีครับ…เรามีเวลาไม่ถึงครึ่งวันเลย คุณมีสถานที่อะไรแนะนำไหม?”
คำตอบที่ได้ก็คือ 1.ขึ้นรถบัสไป 5 นาทีจากสถานีรถไฟหลักถึงริมทะเลสาบเจนีวา (เมืองเจนีวาอยู่ห่างไปอีกประมาณ 50 กิโลเมตร แต่ทะเลสาบกินพื้นที่มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงโลซานน์) และแถว ๆ นั้นจะมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง และทะเลสาบสวยงามขึ้นชื่อ
2.เดินขึ้นเนินเขาจากสถานีรถไฟหลักตรงขึ้นไปเขต City Centre เลย
พอได้ฟังดังนั้น เรา 2 คนก็ไม่รอช้า และใจตรงกันว่า ควรไปทะเลสาบ และดู 1 ในสถานที่สำคัญนั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิกสากล
นอกจากพิพิธภัณฑ์โอลิมปิกที่กลายเป็นจุดท่องเที่ยวเมืองโลซานน์ของนักท่องเที่ยวซึ่งเราก็ได้เจอกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยด้วยถึง 40 คน
บริเวณนั้นยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ที่ก่อตั้งที่นี่มาตั้งแต่ ค.ศ.1915 จนโลซานน์ได้ชื่อว่า “Olympic Capital” อีกด้วย
โค-ตะ-ระหรูสุด ๆ เลยล่ะครับ พูดได้คำเดียว เพราะมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่หันหน้าเข้าทะเลสาบ และอยู่กลางไร่องุ่นอันเป็น “สัญลักษณ์” อีกแห่งของโลซานน์ซึ่งจะเห็นได้จากตอนนั่งรถไฟใกล้ถึงเมืองจะมี “ไร่องุ่น” ปลูกบนเขาเต็ม 2 ข้างทางไปหมด
ผมเองมองจากมุมโลกยุคใหม่แล้วไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ที่สำนักงานใหญ่ขององค์กรกีฬาระดับโลกอย่าง IOC, ยูฟ่า (เจนีวา) หรือฟีฟ่า (ซูริค) ต้องมาตั้งกันอยู่ที่นี่
แต่เหตุผลในเรื่องความสะดวกในการเดินทาง, ความงดงามนั้นเกินบรรยาย และแน่นอนว่า “ความเป็นกลาง” ทางการเมือง และทุก ๆ เรื่องก็เป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้ที่อาจ “สอดคล้อง” กับเรื่องกีฬาด้วยเช่นกัน
แต่ในอีกมุมหนึ่งค่าครองชีพที่สูงที่สุดในยุโรปจะทำให้เจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 องค์กรรับเงินเดือนสูงเกินความจำเป็นหรือเปล่า? เพราะแทนที่จะนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาด้านอื่น ๆ ของกีฬา
ไม่เอา ๆ ๆ ไม่พูดเรื่องละเอียดอ่อนแล้วกัน:)
(ขออีกนิดนะ…สำนักงานใหญ่ “ฟีฟ่า” ที่ซูริคที่เพิ่งเปิดตัวใหม่เมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าการก่อสร้างถึง 99 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 7 พันล้านบาท)
มันสมควร และเหมาะสมขนาดไหนครับ!?
ผมมองว่า แทนที่องค์กรกีฬาเหล่านี้จะเอา “เวลา” และ “เงิน” ไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์เช่นนี้
อย่างน้อย ๆ “ฟีฟ่า” ก็ควรจัดการกับกฎล้ำหน้าบ้า ๆ บอ ๆ ให้เรียบร้อยซะทีเถอะ
หรือการตัดสินของกรรมการที่จะเอายังไงก็ว่ากันไป…ไม่ใช่อย่างที่นายตำรวจอังกฤษวัย 36 ปี โฮเวิร์ด เวบบ์ เป่าจุดโทษให้เจ้าถิ่นในวินาทีสุดท้ายของเกมกับโปแลนด์
หาก “ใช้แขน” ในเขตโทษแบบนี้แล้วเป็น “จุดโทษ” ผมเองก็ไม่รังเกียจนะครับ เพราะจะดีเสียอีกในอีกแง่มุมหนึ่งที่จะได้ดูจุดโทษเกมละ 6-7 ลูก (ฮา)
แต่ข้อแม้คือ ต้องทำให้ “สม่ำเสมอ” นะครับ ไม่ใช่คนละทาง สองทางอย่างที่เป็นอยู่
หรือประตูแรกของโปแลนด์โดยนักเตะเชื้อสายบราซิล โรเจอร์ เกร์เรโร่ ยังไง ๆ ผมก็ “ตีความ” ว่า “ออฟไซด์” 10,000% แม้บอลจะ “กระดอน” ผู้เล่นออสเตรียมาก่อนก็ตาม
คือ เมื่อกฎมันไม่เคลียร์ และมี “ช่องว่าง” ปัญหามันก็จะตามมาเหมือนรัฐบาล หรือองค์กรบริษัทห้างร้านที่มี “นโยบาย” ไม่ชัดเจนนั่นแหละครับ
ประชาชน หรือคนทำงานก็จะเดินหน้าไปคนละทางสองทาง เพราะความไม่ชัดเจนจนทำให้ “ทิศทาง” ต่าง ๆ มั่วไปหมด
ประตูตีเสมอ 1-1 และโปแลนด์ไม่ชนะนอกจากจะทำให้ออสเตรียยังมีความหวังทาง “ทฤษฎี” แล้ว
สำคัญที่สุดก็คือ “เดดเกม” หรือเกมไม่มีความหมายยังเกิดทันทีในคู่ โครเอเชีย (ที่จะได้อันดับ 1 ของกลุ่มแน่นอน – เพราะ “ข้อเสีย” ของกฎเฮดทูเฮด) กับโปแลนด์อีกด้วย…ตามหลังคู่โปรตุเกส – สวิส เมื่อวานนี้
และยังน่าจะมีคู่ สเปน – กรีซ ในนัดสุดท้ายกลุ่มดีด้วย เพราะผมคิดว่่า สเปนจะผ่านสวีเดน แต่ก็คงต้องดูผลคู่ กรีซ – รัสเซีย ก่อน เพราะหากแชมป์เก่าไม่ชนะ และสเปนชนะ…”เดดเกม” อีกแล้วครับท่าน!!!
ที่น่าสนใจคือ โปรตุเกสซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม เอ จะมีสิทธิ์เจอเยอรมัน (หากเป็นตามโผ) ตั้งแต่รอบ 8 ทีมในช่วงเวลาเดียวกับที่ หลุยส์ สโคลารี่ ถูกยืนยันการเป็นกุนซือเชลซีในซีซั่นหน้าที่ผมมองว่า “ไทม์มิ่ง” แย่มาก ๆ
ก็แหม…อุตส่าห์ปิดข่าวมาได้ตั้งนาน ทำไมจะรออีกนิดไม่ได้ และจุดนี้จะมีผลกระทบต่อการเล่นโปรตุเกสหรือเปล่า? คงต้องติดตาม และต้องขึ้นอยู่กับกึ๋นของสโคลารี่ล้วน ๆ
แต่สำหรับผมเอง…ไม่ปลื้มเลยครับกับ “เต็ง 1″ ของตัวเอง ขณะที่เยอรมันคงต้องรีบปรับเกมรับด่วน และเผลอ ๆ เราอาจได้เห็นแบ็คซ้าย มาร์เซล แยนเซ่น ที่แย่มากทั้งรุก/รับ เล่นเกมสุดท้ายไปแล้วก็ได้
เกมริมเส้นของมิดฟิลด์ก็ยังไม่ดี ขณะที่กองหน้าก็มีแค่ ลูคัส โพโดลสกี้ คนเดียวที่ดูมีแวว และสัญชาตญาณ…เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย
สุดท้ายที่ต้องพูดถึง และ “ไฮไลต์” สำหรับผมใน 2 เกมเมื่อวานคือ เกมรับโปแลนด์ที่ห่วยแตกมากในช่วง 15 นาทีแรกที่น่าโดนอย่างน้อย 3 ประตู และแย่แบบไม่ได้เรียนรู้เหมือนเกมแพ้เยอรมันเป๊ะ
ทว่าเสียดายที่ออสเตรียที่เล่นได้ดีตั้งแต่กลางครึ่งแรกกับโครเอเชียเรื่อยมาจนถึงนัดนี้เป็นเหมือนทีมส่วนใหญ่ในทัวร์นาเมนท์นี้ที่ไม่มี “กองหน้า” ตัวทำประตู
ผมเชื่อว่า หากออสเตรียมีหัวหอกระดับ เฟอร์นันโด ตอร์เรส, รุด ฟาน นิสเตอรอย เพิ่มแค่คนเดียวนอกนั้นเหมือนเดิม
พวกเค้าจะได้ 6 แต้มเต็มแน่นอนหากเทียบกับ “โอกาส” ที่สร้างสรรค์ได้
งานนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ หาก “Top Scorers” ของทัวร์นาเมนท์อย่าง ดาวิด บีญ่า, โรนัลโด้, โพโดลสกี้ ฯลฯ จะย้ายทีมหลัง “ยูโร 2008″ ด้วยค่าตัวมหาศาล
ปล.อ่านหน้านี้จบอย่าลืมพลิกไปดูรายงานสดหลังเกม อิตาลี – โรมาเนีย จากผมที่ซูริคด้วยนะครับ
—————–