Day 12: 13 มิ.ย. 2008
น่าจะกล่าวได้ว่า Day 11: 13 มิ.ย.2008 ตอนไปดูบอลที่เลกซิกรุนด์นั้นอากาศหนาวที่สุดนับจาก Day 1 ที่ผม กับ “ลูกแม่กิ่ง” เดินทางมาถึงสวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว
อุณหภูมินั้นเลขตัวเดียวแน่นอนใน “หน้าร้อน” ที่คิดแล้วก็ “แอบเซ็ง” ทุกทีไป เพราะเจ้าถิ่นที่นี่ไม่ว่าใคร…หัวดำ, หัวแดง, หัวหยิก, แก่, หนุ่ม, สาว ฯลฯ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า:
ก่อน “ยู” มา หรือก่อน “ยูโร” จะเริ่ม อากาศสุดยอดมาก และไอ้ผมเองก็เช็คอุณหภูมิ และสภาพอากาศก่อนมาเหมือนกันเพราะความ “รอบคอบ”
เสื้อผ้าหนา ๆ เลยไม่ได้เตรียมมา และจะมีก็แต่ “แจ็คเก็ต” สีแดง (ตัวเดิม) ที่เห็นถ่ายกับ วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ในคอลัมน์ และสีดำ ยูเวนตุสนั้นแหละที่เตรียมมากับเสื้อ “สูต” อีก 1 ตัว
ที่เหลือเป็น “ทีเชิ้ต” สวย ๆ เก๋ ๆ ไว้ใส่โชว์ แต่ดันไม่ได้เสนอหน้า เพราะต้องเอาแจ็คเก็ตทับแถมรูดซิบจนสูงทุกวัน
เจ้ากรรมนายเวรยังแทรกเพิ่มด้วย “ฝนตก” เกือบตลอด และหากจำไม่ผิดก็เห็นจะมีแค่ 3 – 4 วันเท่านั้นที่ผมไม่เจอ “น้องฝน” ที่นี่
นอกนั้นมีตั้งแต่ “หนักมาก” (เกม สวิส – ตุรกี ที่บาเซิล) เรื่อยไปจนถึงหนักธรรมดา และหนักเบา ๆ เป็นละอองยิบ ๆ ที่อย่างหลังจะเจอบ่อยหน่อย
นอกเหนือจากนี้ก็เห็นจะเป็นเรื่องการเดินทางที่ก่อนเกม อิตาลี – โรมาเนีย รถไฟที่พาผมจากเบิร์นไปซูริคก็กินเวลาถึง 1 ชั่วโมงครึ่งจากปรกติแค่ 1 ชั่วโมงจนไปถึงสนามช้ากว่า “เดดไลน์” รับ SADs (Supplement Access Devices) หรือตั๋วดูบอล, ตั๋วเข้ามิกซ์โซน/เพรสคอนเฟอเรนซ์ ฯลฯ ไป 5 นาที
ดังนั้น ผมจึงต้อง “แก้เกม” ด้วยการโทรฮอตไลน์ไปหา “ยูฟ่า” และแจ้งว่าจะไปช้า เจ้าหน้าที่ก็ช่วยประสานงานกับทางสนามให้
ไปถึงจึงแค่รับตั๋ว และลงชื่อว่ามาช้าพร้อมกับได้รับการ “การันตี” ว่าจะไม่โดน “ใบเหลือง”
แหม..ปลื้มครับ ที่สามารถแก้ปัญหาให้ตัวเองได้แบบนี้ ขณะที่พรุ่งนี้ก็ใช้กลยุทธ์ “แก้เกม” อีกหน เพราะตอนแรกผมมีคิวไปบาเซิล ดูเกมสวิส – โปรตุเกส และก็ได้รับการ “คอนเฟิร์ม” ตั๋วแล้ว
ทว่าสุดท้ายต้องใช้ “นโยบาย” ตามสนธิสัญญาให้ “ลูกแม่กิ่ง” ได้ดูเกมใหญ่ “โดโด้” จึงจะไปดูคู่นี้ ขณะที่ผมก็จะไปดู เชค – ตุรกี ที่เจนีวา อันเป็นเมืองที่ยังไม่เคยไป
ผมจะไป Waiting list ตั๋วนักข่าวที่นั่น ขณะที่ “โดโด้” หลังจากประสานงานกับ “ยูฟ่า” แล้วก็ทราบว่า สามารถใช้ตั๋วของผมที่ได้รับที่บาเซิลได้
เพราะตั๋วมอบให้ “คิกออฟ” หรือองค์กรไม่ใช่ “นักข่าว” ดังนั้นจะเป็นใครของ “คิกออฟ” ก็สามารถไปดูได้โดยชื่อนักข่าวไม่ใช่สิ่งจำเป็น
นอกเหนือจากการ “แก้เกม” ข้างต้น และฟุตบอลดี ๆ แต่น่าอึดอัดสำหรับอิตาลีแล้ว “ไฮไลต์” ของผมก็คงเป็นการได้เจอกับ วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ที่ไม่ได้พูดอะไรกันมาก เพราะมาเร็วไปเร็วแบบกลัวจะโดนนักข่าวอื่น ๆ ในห้องเพรสเซนเตอร์เบรก
จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้ “เครซี่” เจ้าชมิเซอร์มากนักหรอกครับ แต่ในยามที่ทัวร์นาเมนท์ “แห้งแล้ง” คนดังฟุตบอลทั้งอดีต + ปัจจุบัน
“กำขี้ดีกว่ากำตด” เลยเป็นวลีที่ผมต้องขุดมาใช้ และเก็บเป็นภาพสีสันมาฝากกัน
…ในส่วนของเกมฟุตบอล ผมยังไม่เชื่อ 100% ว่า เนเธอร์แลนด์ คือ “ของจริง” และได้ประกาศความเป็นตัวจริงเสียงจริงจากการชนะแชมป์โลก และรองแชมป์โลกล่าสุดได้
แต่ที่ต้อง “ยอมรับ” ก็คือ “ศักยภาพ” ในการเล่น Counter Attack เพราะนักเตะที่ทักษะดี + ความเร็วสูงอยู่ในทีมหลายคน
ที่เห็น ๆ ก็คือ 2 ตัวสำรองในนัดนี้: อาร์เยน ร็อบเบน และโรบิน ฟาน เปอร์ซีย์
รุด ฟาน นิสเตอรอย “จับมือ” กับมาร์โก้ ฟาน บาสเท่น ก่อนทัวร์นาเมนท์ไม่นานคือ อีกข่าวดีจริง ๆ เพราะ “รุด” มีคุณสมบัติในการเก็บบอลได้ดี + link up กับมิดฟิลด์ได้เยี่ยมไม่นับเรื่อง “จบสกอร์” ที่ไม่เป็นรองใครในทัวร์นาเมนท์นี้
ณ.วินาทีนี้ ผมยังให้รุด เป็นกองหน้าที่ “ครบเครื่อง” ที่สุดของทัวร์นาเมนท์ที่แน่นอนว่า ความดุดัน, แข็งแกร่ง, ความเร็วนั้นต้องตกลงไปตามวันเวลา และคงเทียบไม่ได้กับ เฟอร์นันโด ตอร์เรส, ดาวิด บีญ่า, โรนัลโด้ หรืออิบราฮิมโมวิช
ทว่าเมื่อได้รวมกับนักเตะรอบข้างที่สมดุลอย่าง ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ต และเวสลีย์ ชไนเดอร์ พลังรุกของทีมชุดนี้ยังดีเกินพอ และสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
โดยที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้นว่า ยังไม่แน่ใจ 100% ก็เพราะ “รูปเกม” ทั้ง 2 นัดที่ยิงได้ 7 ประตูของเนเธอร์แลนด์นั้น “จังหวะจะโคน” และทุกอย่างเป็นใจหมด
สำคัญที่สุดก็คือ ดัตช์ได้ประตูนำไปก่อนอันทำให้ “เล่นง่าย” และเข้าทางศักยภาพในการโต้กลับของพวกเค้า
หากเนเธอร์แลนด์ถูกยิงก่อนบ้างอะไรจะเกิดขึ้น!?
หากอิตาลี หรือฝรั่งเศสได้ประตูที่สมควรจะได้ เช่นที่ อองรีหลุดเดี่ยวไปกระดกข้ามคานในครึ่งหลังตอนสกอร์ 0-1, โกวู ยิงติดขาฟาน เดอร์ ซาร์ ในครึ่งแรก หรือลูกชุลมุนหน้าโกล์มากมายจากทั้ง 2 เกม…สถานการณ์จะเป็นเช่นไร?
ผมขอทิ้งคำถามข้างต้นไว้นะครับ พร้อม ๆ กับอยากจะตั้งคำถามถึงเกมนัดสุดท้ายของพวกเค้ากับโรมาเนียว่า ฟาน บาสเท่น จะจัดตัวอย่างไร? และมีทัศนคติประมาณไหน? ในเวลาที่เข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่มอยู่แล้ว
หากมองแบบ “ไม่มืออาชีพ” ดัตช์ควรจะจัดผู้เล่นสำรองลงยืดเส้นยืดสาย และไม่ห่วงชัยชนะ หรือถึงขั้นเล่นให้แพ้เพื่อดึงโรมาเนียเข้ารอบตามไป
เพราะต้องไม่ลืมว่า หากชนะโรมาเนีย และคู่อิตาลี – ฝรั่งเศส มีผลแพ้/ชนะ โอกาสที่พวกเค้าจะเจอเลี่ยน/ไก่อีกในรอบรองชนะเลิศนั้นก็จะมี
สู้ตัดไฟแต่ต้นลมซะเลยจะดีไหม…
แต่นี่คือ “บอลอาชีพ” และคนจับตาดูทั่วโลก ดังนั้นผมจึง “เชื่ีอมั่น” ว่าดัตช์ 100% ในเกมสุดท้ายแน่ ๆ แต่ก็จะเต็มที่แบบเข้ารอบไปแล้วซึ่งจะ “ห่างไกล” กับคำว่า หลังพิงฝา หรือสุนัขจนตรอก อยู่มาก
ขณะที่อิตาลีนั้น ผมพูดได้คำเดียวว่า “เสียดาย” และเข้าใจหัวอกพี่ “เพลย์เมคเกอร์” ของเราเลยว่า รู้สึกอย่างไรที่เชียร์บาเยิร์น มิวนิค แล้วเจ๊งทั้งซีซั่น
ลูก้า โทนี่ ครับคือ “คำตอบสุดท้าย” เพราะความไม่คม + ใช้โอกาสเปลือง, เก็บบอลไม่ได้ + link เกมไม่เป็นซึ่งตรงข้ามกับ “รุด” ทั้งหมด
เหลือบตามองคนอื่น ๆ ก็ไม่เจอนะครับนักเตะอิตาเลียนประเภท Goal scorer ที่ยิ่งคิดยิ่งนึกถึง ฟิลิปโป้ อินซากี้ ขึ้นมาตะหงิด ๆ

(จังหวะ เอเดรียน มูตู สังหารจุดโทษพลาดในมุมที่ผมนั่งในสนามครับ)
ครับ ผมเชื่อว่า หากอินซากี้อยู่ในทีมนี้ เค้าจะยิงได้ และอิตาลีก็จะไม่กระเสือกกระสนเช่นนี้ในทีมที่ “ศักยภาพ” ดีพอ และเล่นได้สมศักดิ์ศรี + คุ้มราคากว่าฝรั่งเศส
จุดนี้ยังไม่นับเรื่องดวง + จังหวะ ที่ไม่เป็นใจในเกมก่อน และเกมนี้ยิงเข้าก็ถูกเป่าล้ำหน้าทั้งที่ไม่ล้ำ และยังมาเสียจุดโทษง่าย ๆ + ประตูโง่ ๆ เข้าไปอีก
ปลงเถอะครับ…แต่ยังไงก็ยังต้องสู้ และโดนาโดนี่ ก็ต้องปลุกเร้าลูกทีมให้ได้ เพราะก็ต้องไม่ลืมว่า ยังไม่ตกรอบ และยังมีโอกาสอยู่
…ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาต่อกันครับกับเรื่องราว “ยูโร 2008″ สด ๆ หลากหลายรูปแบบที่นี่จากกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์
—————