-Day 15:”ทัศนคติ” ในการ approach เกม

Day 15: 17 มิ.ย.2008

วันนี้ก่อนจะเข้าเรื่อง “ฟุตบอล” ก็ขอฝากรูปถ่ายสวย ๆ จาก “ยุงเฟรายอค” (Jungfraujoch) จากเขตแบร์เนอร์ โอเบอร์ลันด์ ทางเหนือของเบิร์นที่ผม กับ “ลูกแม่กิ่ง” ได้ใช้วันว่างจากฟุตบอลที่สวิสไปเยี่ยมเยียนมานะครับ

งานนี้เรา 2 คนได้แพลนไว้ล่วงหน้า และได้ใช้สิทธิ์เต็มรูปแบบของสื่อโดยได้ Media Centre เมืองเบิร์นประสานงานทั้งค่าใช้จ่ายเดินทางขึ้นเขา, ค่าอาหาร และไกด์พิเศษให้เรา

ในทริปก็มีนักข่าวฟรีแลนซ์ญี่ปุ่น มาซากิ ร่วมแจมด้วย และได้คุณฮานส์ ปีเตอร์ เคียเนอร์ เป็นผู้นำเที่ยว + ให้ความรู้

รายละเอียดหลักสำหรับผู้ที่สนใจ ทุกท่านสามารถล็อกเข้าเว็ปไซต์แล้วพิมพ์ คำว่า “Jungfraujoch” ได้เลย หรือที่ www.jungfraubahn.ch 

หลัก ๆ ก็คือ ที่นี่เป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป หรือ 3,454 เมตรจากระดับน้ำทะเลอันเป็นจุดสูงสุดที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไป และมองเห็นยอดเขาสูงสุดอันเลื่องชื่อของสวิสได้มากมายซึ่ง 3 อันดับแรกก็คือ ยุงเฟรา (4,158 เมตร), มองค์ (Monch 4,099) และไอเกอร์ (Eiger 3,970)

การเดินทางในส่วนนี้ถือเป็น “สุดยอด” จุดหมายปลายทางของการมาสวิสของนักเดินทางทุกคน

ผมเองก็พูดได้เลยว่า “ชาตินี้” ไม่น่าจะได้มาสวิสอีก หรือหากมาก็คงยากจะได้ขึ้น “ยุงเฟรายอค” เพราะราคาค่าตั๋วไปกลับจาก “Kleine Scheidegg” หรือสถานีก่อนขึ้นเขาก็ปาเข้าไป 107 ฟรังก์แล้ว (3 พันกว่าบาท) ไหนจะค่ารถไฟจากเบิร์นมาอีก หรือสถานที่อื่น ๆ ที่เราแวบไปมาด้วยบัตร Accreditation คล้องคอ งานนี้งบประมาณเดินทางนั้นต้องกว่าแสนบาทต่อคนแน่ ๆ 

ในเรื่องนี้คงต้องขอบคุณพัฒนาการของฟุตบอลนะครับที่ทำให้นักข่าวทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลระดับโลกพลอยได้รับอานิสงฆ์ และชีวิตแบบ “เวิลด์คลาส” ด้วยเช่นกัน แม้จะมีทุลักทุเลบ้างเล็กน้อยก็ตาม ^_^

(ดูรูปสวย ๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อก “ลูกแม่กิ่ง” enci3l.wordpress.com นะครับ)

 

…ในส่วนของฟุตบอล สิ่งที่ต้องยอมรับ และเป็น “เทรนด์” รวมถึงเป็นเครื่องหมายคำถามที่น่าสนใจก็คือ “เดดเกม” นัดสุดท้ายของทั้ง 4 กลุ่มที่ “สร้างสรรค์” ให้เกิดปรากฎการ “สลับไพ่” ชนิดเกือบจะทั้งสำรับขึ้นมา

เกมแรกของ “กลุ่ม เอ” ระหว่าง โปรตุเกส – สวิส เราก็ได้เห็น “บิ๊กฟิล” สโคลารี เปลี่ยนทีมจาก 11 คนแรกชุดปรกติถึง 8 คน และก็เล่นได้ดีกับเจ้าภาพ แต่ไม่เน้น และปัจจัยรอบข้างไม่สนับสนุน เช่น กรรมการ…พวกเค้าจึงแพ้ไป 0-2

แต่ Who cares? หรือใครจะแคร์ครับในเมื่อเข้ารอบไปแล้ว และก็เป็นที่ 1 ของกลุ่มซะด้วยโดยมี เยอรมันเป็นคู่แข่งสำคัญรออยู่อีกฟาก

เกมต่อมา โครเอเชีย แชมป์กลุ่ม บี ก็โชว์ Strength in depth หรือความสามารถทางลึกของทีมที่มีผู้เล่นทดแทนกันได้ดีด้วยการเปลี่ยนตัวถึง 9 คนก่อนจะชนะโปแลนด์ไปเบาะ ๆ 1-0

ระหว่างที่ผมเขียนงาน และรอชม เนเธอร์แลนด์ – โรมาเนียอยู่นี้ ผมก็คาดหวังว่า ทีมดัตช์จะทำเหมือน ๆ กับ 2 ทีมข้างต้นเพื่อ “เก็บตัว” ก่อนลุยกับรองแชมป์กลุ่ม ดี ณ.สนามเซนต์ จาค็อบ ที่ปูหญ้าใหม่เอี่ยม (จากประเทศเนเธอร์แลนด์ !!!)

 

สเปน แชมป์กลุ่ม ดี ก็เช่นกันที่ไม่มีความจำเป็นจะ “เสี่ยง” ในเกมสุดท้ายกับกรีซที่แชมป์เก่าเองก็ตกรอบไปแล้ว และก็ยิ่งจะทำให้เกมนี้ “ตายสนิท” เข้าไปใหญ่

ประเด็น “เดดเกม” นี้คือ “ข้อด้อย” ชัดเจนของนโยบายใช้ “เฮด ทู เฮด” ตัดสินทีมแต้มเท่ากันที่จะว่าไปแล้วก็ “ยุติธรรม” กับทีมที่ชนะ 2 เกมรวด

แต่ปัญหาคือ มัน “ทำลาย” ภาพรวมของการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง

ครับ โปรตุเกส เอาชนะได้แล้วทั้งสาธารณเช็ก และตุรกี ซึ่งเป็น 2 ทีมที่ดีที่สุดของกลุ่ม

โครเอเชียก็ชนะได้แล้วทั้งออสเตรีย และเยอรมัน ที่อย่างน้อยทีมอินทรีเหล็กก็ไม่เป็นรองใครในกลุ่มนี้แม้ออสเตรียจะไม่ได้ดีกว่าโปแลนด์ก็ตาม

เนเธอร์แลนด์นั้นคงไม่ได้พูดถึงกับการเอาชนะได้ทั้งแชมป์โลก และรองแชมป์โลก: อิตาลี และฝรั่งเศส

สุดท้ายก็คือ สเปนซึ่งผ่านได้ทั้งรัสเซีย และสวีเดน อันเป็น 2 ทีมถัดไปที่ดีที่สุดหลังจากชนะแชมป์เก่า กรีซ มาได้ทั้งคู่

เมื่อมองจากมุมนี้ ทั้ง 4 ทีมที่เข้ารอบเป็นที่ 1 ของกลุ่มแบบ “การันตี” ก่อนนัดสุดท้าย: โปรตุเกส, โครเอเชีย, เนเธอร์แลนด์ และสเปน ต่างสมควรได้รับโอกาสได้ “ฟุ่มเฟือย” จับจ่ายใช้สอยตามอำเภอใจในนัดสุดท้าย

เพราะต่างเอาชนะทีมที่ดีที่สุดถัดไป 2 ทีมของกลุ่มได้ก่อนนัดสุดท้ายที่หากพึ่งกฎประตูได้/เสีย

ความยุติธรรมต่อทั้ง 4 ทีมนี้อาจไม่เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกัน “เดดเกม” แบบไม่ได้นัดหมาย หรือถูกคาดว่าจะเกิดขึ้นทั้ง 4 กลุ่มก็จะไม่มีเช่นกัน

งานนี้ “ยูฟ่า” คงต้องเลือก หรือตัดสินใจนะครับว่า จะมองที่ “ภาพรวม” หรือที่เฉพาะทีม

ส่วนตัวผมมองว่า “ยูโร” รอบสุดท้าย 16 ทีมนั้นมีความ “ใกล้เคียง” กันของทีมที่เข้าแข่งขันสูงมาก

ซึ่งก็สูงกว่ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 32 ทีมที่ไหนจะมีระบบโควต้าอิงการเมืองต่าง ๆ เข้ามาจนมี “ไม้ประดับ” แบบชัดเจนมากมาย

จุดนี้ “ฟุตบอลโลก” สมควรใช้กฎ “เฮด ทู เฮด” หาใช่ “ประตูได้/เสีย” ที่ทีมไม้ประดับพร้อมเสียประตูมากมาย และเมื่อไหร่ก็ได้

ขณะที่ “ยูโร” มีการยิงเฉลี่ยแค่นัดละ 2 ประตูนิด ๆ (20 นัด 47 ประตู – นับถึงเกมนัดสุดท้ายกลุ่ม บี) 

ดังนั้น “บอลโลก” จึงควร preserve หรือสงวนพื้นที่ทีมเข้ารอบน็อคเอ๊าท์ให้ 2 ทีมที่ดีที่สุด และ “แตกต่าง” จริง ๆ หาใช่ทีมที่ยิง “สมันน้อย” ได้เยอะ

ขณะที่ “ยูโร” ก็ควรให้โอกาสทีมที่พลาดนัดแรก และมองที่ “ภาพรวม” จากทั้ง 3 เกมที่สูสีดู๋ดี๋ในรอบแรกครับ

…สุดท้ายที่ต้อง “ต่อเนื่อง” จากประเด็นข้างต้นก็คือ “ทัศนคติ” หรือ attitude ของทีม ซึ่งก็หมายถึง 2 ส่วนที่สำคัญที่สุด: ผู้จัดการทีม และผู้เล่น

การปรับทีมในนัด “เดดเกม” ทั้งหมดไม่ว่าจะ “กี่คน” กี่ตำแหน่ง ผู้เล่นสำรอง หรือ second squads ต้องใช้โอกาสนี้พยายามพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้กุนซือได้เห็น

และหากทำได้ดีขนาด กุนซือ “ปวดหัว” ไม่รู้จะเลือกใครจะยิ่งดีดังที่โครเอเชียทำได้ทั้งผลงาน และผลการแข่งขัน

จุดนี้จึงต้อง “ชมเชย” ทั้งกุนซือที่ทำทีมได้ดีมี “มาตรฐาน” และ “ระบบ” ที่แข็งแกร่งพอ ๆ กับผู้เล่นที่ทัศนคติเฟิร์ตสคลาส

อย่างไรก็ดี หากโชว์ฟอร์มได้ไม่เลวนัก แต่เก็บผลการแข่งขันไม่ได้ เช่น โปรตุเกส

ผลการแข่งขันนัดนี้จะมีผลกระทบต่อความมั่นใจของทีมหรือเปล่า?

และการที่ผู้เล่น 11 คนแรกถูกดร็อปไปจะมีผลต่อ “โมเมนตัม” ของทีมหรือไม่?

ประเด็นนี้จะ require หรือเรียกร้องความสามารถของกุนซืออย่างมากในการ “สื่อสาร” กับลูกทีมซึ่งจริง ๆ แล้วควรพูดกันให้เคลียร์ก่อน “เดดเกม” เพื่อให้ผลที่ออกมาไม่กระทบกระเทือนกับใคร

โดยที่ผมต้องเขียนเรื่อง “ทัศนคติ” และการ “สื่อสาร” ของกุนซือขึ้นมาก็เพราะ มีหลายครั้ง หลายครามากในเกมแต่ละนัดที่ผมอยากพูดแบบนี้ แบบนั้น หากตัวเองเป็นกุนซือ

ไม่ได้ “สะเหร่อ” หรือ “สะเออะ” นะครับ แต่บางทีเห็นนักเตะไม่ได้เล่นด้วย “ทัศนคติ” เหมือนที่ตัวเองคิด ผมเลยไม่รู้ว่า กุนซือ/นักเตะมีการสื่อสารกันอย่างไร

ตัวอย่างเช่น นักเตะออสเตรียหลังจบครึ่งแรกที่ตามโครเอเชีย และโปแลนด์ทั้งที่เล่นใช้ได้ หรือที่เสมอเยอรมัน 0-0 แบบต้องชนะสถานเดียว (แน่นอนว่าเรื่อง “คุณภาพ” ของทีมคือปัญหาหลัก)

กุนซือต้องกระตุ้นทันทีว่า “เฮ้…เรายังไม่ได้ตกรอบ หรือสู้ไม่ได้ หรือไม่มีโอกาสนะ เราดีพอจะยิงได้ และชนะ และขอให้มั่นใจ และพยายามเต็มที่แบบนี้ต่อไป เดี๋ยวก็จะดีเอง”

ทว่า ออสเตรีย หรือหลายทีมในสถานการณ์ที่ยังไม่ถึงกับน้ำท่วมหัวกลับไม่สามารถพลิกสถานการณ์ตัวเองได้ หรือไม่ก็คอตกไปเลย

ซึ่งนี่แหละครับคือ “ความแตกต่าง” ของทีมมีระดับกับทีมธรรมดา เหมือน ๆ กับที่ทำไม “ซูเปอร์สตาร์” ถึงราคาแพง และสามารถสร้างความแตกต่างให้ทีมชนะ/แพ้ได้

ตัวอย่างก็คือ “ประตูโทน” เวิลด์คลาสของ มิชาเอล บัลลัค จากฟรีคิกลูกแรกของทัวร์นาเมนท์นี้

เอาล่ะครับ พื้นที่หมดแล้วในหน้านี้ ยังไงก็เหมือนเดิมครับ…รบกวนพลิกไปอ่านต่อได้ที่หน้ารายงานสดจากสนาม สต๊าด เดอ สวิส วังค์ดอร์ฟ นะครับ

——————-

ใส่ความเห็น