-Day 19:ฝันร้าย 2 นาทีที่บีลิชสร้างขึ้นมาเอง

Day 19: 21 มิ.ย.2008

ผมสตาร์ตเขียนบทความชิ้นนี้หลัง “เดินทาง” ที่จริง ๆ น่าจะเรียกว่า “นอนหลับ” ไปแล้ว 7 ชั่วโมงบนรถไฟจากเวียนนาสู่ซูริค

ระยะทางเบ็ดเสร็จใน Media Guide ที่แจ้งยอดไว้คือ 755 กิโลเมตรที่เดี๋ยวจะต้องรวมอีก 85 กิโลฯจากซูริคไปบาเซิลเพื่อจะต่อทันทีไปดูเกม เนเธอร์แลนด์ – รัสเซีย

ไม่นับขาไปเบิร์น – เวียนนา อีก 874 กิโลเมตรรวมระยะเวลาขาละ 10 ชั่วโมงเศษ…เท่ากับบินกลับเมืองไทยนะเนี่ย ^_^

และโปรดอย่าถามว่า “อาบน้ำหรือเปล่า?” เพราะถ้าตอบว่า “อาบ” ก็แสดงว่า โกหกแหง ๆ 55

แต่เพื่อแผนการที่สมบูรณ์แบบ เพราะพรุ่งนี้ในเกมสุดท้ายรอบควอเตอร์ฯที่เวียนนาผมจะ day off ให้ “ลูกแม่กิ่ง” ไปแทนตามสนธิสัญญา กำลังใจค่อยดีขึ้นมาหน่อยครับ

อีกทั้งหลังหมดรอบควอเตอร์ไฟนอลไปแล้ว ความ “หฤโหด” เตะแบบ non stop ก็หมดตามไปด้วย และผมคงจะต้องเริ่ม “เคาต์ดาวน์” กลับบ้านด้วยแล้ว อิ ๆ

 

ในส่วนของฟุตบอล การตกรอบของโครเอเชียจัดว่าเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกันแล้วที่ทีมซึ่ง “เป็นต่อ” ทั้งในแง่ราคาต่อรอง และฟอร์มในรอบกรุ๊ปสเตจต้องตกรอบไป

ดังนั้นก็ขอให้จับตาดูเนเธอร์แลนด์ซึ่งป่านนี้ทุกท่านคงทราบผลแล้ว และสเปนกันให้ดีนะครับว่าจะ “ล่องจุ๊น” ตามกันไปหรือเปล่า

ครับ “ฟุตบอล” เป็นเกมละเอียดอ่อนมาก และมีปัจจัยมากมายไม่รู้จบที่สามารถกระทบกระเทือนผลการแข่งขันได้

อย่าง โปรตุเกส และโครเอเชียในรอบน็อคเอ๊าท์ที่จู่ ๆ ก็กลายมาเป็น Favourite หรือ “เป็นต่อ” ทั้งที่ร้อยวันพันปีแทบไม่มีให้เห็น

การถูกคาดการณ์ว่าเหนือกว่า “พี่เบิ้ม” เยอรมันจึงอาจเป็น Price tag หรือราคาหน้าป้ายที่สูงเกินจริงในเกมนี้

ขณะที่โครเอเชียซึ่งทำผลงานได้ทะลุเป้าในรอบแรกก็ต้องแบกรับความกดดันที่สูงกว่าปรกติในเวลาที่ตุรกีเล่นเหมือนไม่มีอะไรต้องเสีย

“ทัศนคติ” และ “วิธีการเล่น” ก็จะต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นรุกมากกว่ารับซึ่งโดยรวมแล้วนักเตะโครแอตก็ทำได้ไม่มีที่ติเว้นเสียแต่ยิงประตูไม่ได้เท่านั้นเอง

โดยหากให้หา “แพะ” อิวิก้า โอลิช คงจะต้องรับไปเต็ม ๆ แม้ผู้สื่อข่าวรัสเซียข้าง ๆ ผมจะไม่เห็นด้วย และคิดว่าโอลิชที่เล่นในลีกรัสเซียมีดีกว่าที่เห็นก็ตาม

ทว่านั่นมันลีกหมีขาว แต่นี่มัน “เวทียูโร” ซึ่งโอกาสที่โอลิชได้รับแบบนี้ต้องเป็นประตู หรืออย่างน้อยต้อง “เข้ากรอบ”

นอกจากนี้เราคงต้องพูดว่ามันเป็น One of those days ของเกมฟุตบอลที่ทีมหนึ่งบุกแทบตาย และ “เหนือกว่า” ชัดเจนกลับต้องแพ้

ที่จริง ๆ น่าจะเรียกว่า ตกรอบแบบไม่แพ้ใครในทัวร์นาเมนท์จะงดงามกว่า

โครเอเชียน่าจะชนะสบายตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรกด้วยซ้ำ หากวันนี้ไม่ใช่ One of those days ที่ผมหมายถึง

หรือแม้จะอุตส่าห์ทำประตูได้ในนาทีที่ 119 ซึ่งก็น่าดีพอ “การันตี” การเข้ารอบได้แล้ว ทว่าทุกอย่างก็ยังไม่เป็นเช่นนั้น

หลังเกม…ด้วยเวลาพอมีเหลือเพราะรถไฟจะออกไปซูริคตอนตี 2 ครึ่ง ผมจึงเข้าห้องเพรสคอนเฟอเรนซ์ฟัง สลาเวน บีลิช ตอบคำถามฆ่าเวลาซะหน่อย

โดยรวมบีลิชไม่ได้บอกว่า “พูดอะไร” กับลูกทีมหลังช็อคซีนีมาร์โดนตีเสมอ และก่อนยิงจุดโทษ แต่บอกว่าเห็นลูกทีม Distraught หรือหมดอาลัยตายอยาก และไม่ได้โฟกัสว่าจะต้องมายิงจุดโทษภายหลัง

ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ผมเอง “ตั้งคำถาม” ทันทีที่ทราบว่าเกมนี้ต้องซัด 12 หลาตัดสินว่า บีลิชจะ pick up ลูกทีมอย่างไร?

ซึ่งนี่คือ “กึ๋น” กุนซือ และเป็นกรณีเดียวกับที่ผมเพิ่งเขียนเรื่อง “ทัศนคติ” ในการ approach เกม/สถานการณ์ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

เสมอ 1-1 แบบ “เจ็บปวด” ก็จริงแต่บีลิช และนักเตะโครแอตต้องไม่ลืมว่ายังไม่แพ้ และก็แค่มาเริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง

ก็ให้คิดซะว่า ยังยิงกันไม่ได้ใน 120 นาทีแล้วต้องดวลโทษ, อะไรที่มันผ่านไปแล้ว หรือพลาดพลั้งไปก็ต้องเก็บไว้เบื้องหลัง และเริ่มต้นใหม่

ครั้น “ทัศนคติ” ไม่เป็นเช่นนั้น และตุรกีเสี่ยงดวงได้เลือกยิงฝั่งแฟนบอลตัวเอง และนักเตะที่ดีที่สุดของโครเอเชีย ลูก้า โมดริช ยิงลูกแรกพลาด

วินาทีนั้น ผมไม่คิดว่าจะมีใครในสนาม/ในโลกเชื่อว่า โครเอเชียจะคัมแบ็กได้

ไม่เว้นแม้แต่ทีมโครเอเชียเอง

โดยบีลิชอาจพูดว่า เค้าจะไม่มีวันลืม “2 นาที” สุดท้ายวิปโยคที่จะติดตัวเค้าไปตลอดชีวิต

แต่ผมอยากจะพูดมากกว่าว่า บีลิชมีส่วนสร้าง “บาดแผล” ครั้งนี้ให้ตัวเองเหมือนกัน

เพราะสิ่งที่โค้ชคิด/รู้สึก (คิดว่า “ชนะแล้ว”, game over แล้ว) จะถูกส่งต่อไปที่นักเตะเช่นกัน

รวมไปถึงความผิดหวังซังกะตายทันทีที่รู้ว่าไม่ชนะซึ่งสิ่งเหล่านี้ “ผิดทั้งหมด” และ “ผิดทั้งเพ”

ครับ แม้โครเอเชียจะแพ้ให้กับทีมที่มี “คุณภาพ” ดีพอ และมี “Something else” ที่พิสูจน์ไม่ได้ในเกมฟุตบอลนับจากพลิกแบบเหลือเชื่อมาชนะสวิสวินาทีสุดท้าย

ตามด้วยชนะสาธารณรัฐเช็ก และปีเตอร์ เช็ก ยิ่งกว่าฝันร้าย และนัดนี้อันเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นบ่อย และเป็น Extreme situation เหมือนที่บีลิชได้ทิ้งท้ายในห้องแถลงข่าวก็จริง

แต่ผมก็ยังเชื่อว่า โชคชะตาฟ้าลิขิต บ้างครั้งเราฝืนได้ ถ้าเราสู้กับมันจนวินาทีสุดท้ายให้ถึงที่สุดจริง ๆ 

หาใช่สู้แค่ 119 นาทีเหมือนโครเอเชียในเกมนี้ครับ

—————-

 

ใส่ความเห็น