Day 21: 23 มิ.ย.2008
หลังจากกรำศึกหนักมาติดต่อกัน 4 วันตั้งแต่นัด สเปน – กรีซ ที่เมืองซัลซ์บวร์ก กระทั่งถึง เนเธอร์แลนด์ – รัสเซีย ที่บาเซิลรวมระยะทางกว่า 1,600 กิโลเมตร และกินเวลาเกือบ 40 ชั่วโมงบนรถไฟล้วน ๆ ผมก็ต้องถึงเวลา “จอดปั๊ม” พักเครื่องซะทีในนัดสุดท้ายรอบควอเตอร์ไฟนอล ที่กรุงเวียนนา
“ลูกแม่กิ่ง” จึงรับไม้ต่อเดินทางไป/กลับ 1 วันเต็มเพื่อชมเกมใหญ่ตามหน้ากระดาษแต่เข้าจริงกลับไม่มีความสนุกระหว่าง สเปน – อิตาลี เพื่อคุณผู้อ่าน “คิกออฟ” แต่เพียงผู้เดียว
ขณะที่ผมก็นอนยาวก่อนชวน “น้องใหม่” กับลูกชายวัน 3 ขวบ “เจ้าหนูเอเดน” ไปหาอะไรตื่นตาตื่นใจที่สุดทำกันในกรุงเบิร์น เมืองหลวงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งขุนเขา, สายน้ำ และทะเลสาบ
ซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้อีกแล้วนอกซะจากไป “ว่ายน้ำ” ท่ามกลางอากาศร้อนแตะ 30 องศาเซลเซียสในวันหยุด วันอาทิตย์ ที่ผู้คนจะต้องล้นหลามมากันแบบไม่ต้องนัดหมาย
“บรรยากาศ” ก็เป็นเช่นภาพที่เห็นแหละครับ และพูดได้เลยว่า ตั้งแต่เกิดมาอายุ 15 ปียุค “ยูโร 1988″ ทันเห็น มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น วอลเลย์ลูกมหัศจรรย์ครั้งนั้น
และก็ยังทันเห็นสเปนประสบความสำเร็จในเวทีฟุตบอลหนสุดท้ายตอนปี 1984 ที่ได้เข้าชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศสยุค มิเชล พลาตินี่
ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงใส่ “บิกินี่” รอบด้านเยอะขนาดเป็น “หมื่นตัว” แบบนี้มาก่อนเลย และพูดได้เลยว่า “ดูดี” แทบทุกคนตามนิสัยฝรั่งครับที่จะต้องพยายามอย่างสูงก่อนจะ “มั่นใจ” ขนาดกล้าใส่ “ทูพีซ” ในที่สาธารณะ
เช่น ควบคุมน้ำหนัก, กำจัดสิ่งปกคลุมไม่พึงประสงค์ตามร่างกาย, ถอยทูพีซชุดใหม่, ทำผม, ทำเล็บ เพราะต้องใส่รองเท้าแตะ หรือรองเท้าหัวเปิดกันแล้ว, เสื้อผ้ามีสีสัน ไม่นับการมีทรวดทรงที่ดีอยู่แล้ว
ฯลฯ และ ฯลฯ
“น้องใหม่” เองก็พูดครับว่า ช่วงนี้ร้านอาหารเอเชียที่เธอทำอาหารไทยอยู่นั้นขายไม่ค่อยดีนัก เหตุผลหนึ่งก็เพราะสาว ๆ ไม่เข้าร้านเนื่องจากพวกกะทิจะทำให้อ้วน และไม่สวยในช่วงนี้ที่อากาศจะร้อนไปทุกวันกระทั่งถึงนัดชิงชนะเลิศ
อีกเหตุผลหนึ่งก็แน่นอนว่า อาหารไทยนั้นรสชาติเผ็ด + ร้อน อันเหมาะกับฤดูหนาวมากกว่าช่วงหน้าร้อนที่จะยิ่งทำให้ร้อนไปใหญ่
ก็เอาเป็นว่า “รับฟัง” และผมก็ฟังหูไว้หู ขณะที่นั่งเล่นปูเสื่ออยู่ Marzili Swimming Pool ไม่นานสักครึ่งชั่วโมงก็ต้องจรลีหนีไปส่งงานที่ “สตาร์บัคส์” ใกล้ ๆ เจ้าเดิม
จริง ๆ ก็อยากอยู่ต่อแหละครับ ทว่าเลือดใกล้ออกจมูกเต็มทน ฉะนั้นผมขอ “บ๊าย บาย” ดีกว่า อิ ๆ
จะว่าไปแล้ว “ไฮไลต์” ของผมไม่ได้อยู่ที่ “บิกินี่” อย่างที่อาจเข้าใจนะครับ เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่กล้าหรอกครับที่จะ “จ้องมอง” ใครได้เต็ม ๆ ตา
ก็ได้แค่ทำเป็นมองตรงไปข้างหน้าแบบ “มุมกว้าง” และ “ภาพรวม” เท่านั้น ^_^
หรือก็ไม่ใช่การเห็นสาว topless หรือเปลือยท่อนบนตามที่กฎหมายในปี 1978 ยกเลิกการแบน (เพราะไม่มีใครเปลือยให้เห็น)
แต่ประเด็นที่ผมชอบคือ Marzili เป็นสถานที่ที่อยู่กลางเมืองเบิร์นโดยแท้ เพราะหากจากรัฐสภาสวิส และสภาเมืองเบิร์นไม่มาก
ใครได้กระโดดลงแม่น้ำอาร์ และปล่อยตัวไหลตามกระแสน้ำเหมือนที่ผมถ่ายภาพมาให้ดูก็จะเห็นทิวทัศน์ของทั้ง 2 สถานที่สำคัญชัดเจน
เงินค่าเข้าก็ไม่เสีย สถานที่ก็งดงาม และมีพร้อมทั้งสระว่ายน้ำ 50 เมตร, สระเด็ก, สระกระโดดน้ำ หรือกระโดดลงแม่น้ำ + ลานหญ้าให้ปูเสื่ออาบแดดที่วันอาทิตย์อากาศดีเช่นที่ผมไปนี้จะมีคนหลักหมื่นไปรวมตัวกัน
ความงดงามของสถานที่ และโลเคชั่นเพอร์เฟคต์เช่นนี้ทำให้ Marzili ถูกขนานนามให้เป็น The most beautiful river pool in Europe
ดังนั้นกับประเทศสวิสที่หลาย ๆ คนรู้จักแต่การท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว การได้มาฤดูร้อนแบบผม และเจออะไรเช่นนี้ก็ถือว่า not bad เลยทีเดียว
อีกจุดคือ ตอนจะไปถึงจะต้องลงจากยอดเขาสูงชันใกล้แฟนโซนบริเวณจัตุรัส Bundesplatz ไปที่ Marzili นั้น พาหนะที่ใช้คือรถกระเช้าชนิดพิเศษที่เรียกว่า Funicular ซึ่งมี 2 ตัว: ตัวบน และล่าง
กระเช้าชนิดนี้ต้องขึ้น/ลงพร้อมกันโดยมีรอกช่วยส่งกำลังที่ตัวลงจะช่วยฉุดตัวล่างให้ขึ้นมาโดยมีพลังงานไฟฟ้าช่วยด้วยอีกแรง
ตอนแรกผมก็สงสัยว่า ทำไมต้องรอให้ขึ้น/ลงพร้อมกัน ที่ไหนได้ เป็นแบบนี้นี่เอง
…ในส่วนของฟุตบอลนั้น ผมพูดตรง ๆ ว่า หากอิตาลีเกิดชนะสเปนขึ้นมาผมคงถึงกับนอนฝันร้าย หรือไม่ก็สะดุ้งตื่นกลางดึกแล้วไม่สามารถนอนหลับต่อไปได้
ผมไม่เข้าใจ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ สุดยอดตำนานมิดฟิลด์ตัวรุกริมเส้นฝั่งขวาของทีมชาติมะกะโรนี และเอซี มิลาน ที่วางหมาก + สไตล์การเล่นเช่นนั้น
หากอิตาลีไม่ได้มีนักเตะจากมิลาน, ยูเวนตุส, อินเตอร์ฯ, โรม่า ฯลฯ ซึ่งเป็นสุดยอดในยุทธภพฟุตบอลสโมสรยุโรปมารวมตัวกัน
หรือมีแค่ศักดิ์ แค่ศรี ในระดับตุรกี หรือกรีซ (ไม่ได้ดูถูกนะครับ แต่ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพหน่อย) มันก็คงจะไม่ทุเรศหากโดนาโดนี่จะคิดตั้งรับไว้ก่อนพ่อสอนไว้ตลอด 120 นาทีแบบนี้
ส่วนตัวที่ใคร ๆ ก็ทราบว่า ผมไม่ชอบฟุตบอล “เนกาทีฟ” จึงรู้สึกอยากจะร้องไห้แทน “ลูกแม่กิ่ง” พอควรที่ต้องทนดูอะไรทรมานสายตาถึง 120 นาทีแบบนั้น
และผมเชื่อว่า หากต่อเวลาไปอีกสัก 2 วัน สกอร์ก็คงยัง 0-0 อยู่ เพราะสเปนคือทีมเดียวที่ตั้งใจจะบุก และชนะจริง ๆ ในนัดนี้
แน่นอนว่าหลังการเปลี่ยนคาโมราเนซี และดิ นาตาเล่ ลงมา อิตาลีบุกมากขึ้น และวูบวาบมากขึ้น ทว่ามันก็ยังน้อยไปอยู่ดีหากเทียบกับ “ศักยภาพ” ของพวกเค้า
ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างยิ่ง (แม้จะวิเคราะห์ให้อิตาลีชนะ) ที่ทีมมะกะโรนีตกรอบไปได้ เพราะสเปน – รัสเซีย จะเป็นคู่ต่อกรที่อาจจะดียิ่งกว่า ดัตช์ – รัสเซีย เกมที่ดีที่สุดในทัวร์นาเมนท์นี้สำหรับผมก็ได้
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ชัยชนะของสเปนคือชัยชนะของเกมฟุตบอล หรือ The victory for football
ครับ ฟุตบอลชนะ ถ้าจะให้ดีมันต้อง “ชนะด้วยสไตล์” และมีรสนิยมด้วยเช่นกัน
——————–
พูดเรื่องบิกินี ซะครึ่งหน้าเลยนะคะ
อิอิ