Day 22: 24 มิ.ย.2008
วันว่าง ๆ อีกวันที่ไม่มีฟุตบอล ผมไม่ได้คิดจะไปนั่งดู “บิกินี่” ที่ Marzili Swimming Pool อีก (55…เพราะยังอิ่มตาอิ่มใจอยู่) แต่ก็เตรียมจะไปสวนสัตว์เมืองเบิร์นกับ “น้องเอเดน”, เจ้าใหม่ และเคนนี่ ผู้สามี
ทว่า เราทะเล้นตามใจปากกันไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันก่อน (3 คน เด็ก 1 คน…หมดไปคนละ 1,300 บาท – ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 1 พันบาท 55 ทุเรศตัวเองจริง ๆ) เวลาจึงเลยเถลิดเปิดเปิงไปถึงบ่าย 3 โมง ผมเลยต้องขอลาไปฉายเดี่ยวเพราะตั้งใจจะไปเที่ยวซูริคที่ไป ๆ มา ๆ อยู่ใกล้เกิน และ “ชื่อคุ้น” เกินไปอีก…ตัวเองจึงทิ้งไว้ท้ายสุดจนแทบไม่ได้สัมผัสอะไรเท่าไหร่
จากนั้นก็ว่าจะไปสมทบ “ลูกแม่กิ่ง” ที่กลับมาจากเวียนนา และแพลนจะไปเที่ยวเมืองเล็ก ๆ ชาฟฟ์เฮาส์เซ่น (Schaffhausen) ที่ว่าเล็ก ๆ น่ารัก ๆ และเยี่ยมชมน้ำตกไรน์ (Rhine Falls) ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปซะหน่อย
ด้วยความที่ไปช้า กว่าจะถึงก็ 6 โมงเย็นแล้ว เมืองเล็ก ๆ ที่มีจุดเด่นที่ภาพวาดสีปูนฉาบบนผนัง (Fresco) จึงเงียบลงไปแล้ว แต่ก็ยังพอมีเวลาให้ผมได้เก็บภาพต่าง ๆ และได้นั่งรถเมล์อีก 10 นาทีต่อไปยัง Neuhausen am Rheinfall เพื่อไปดูน้ำตกไรน์อันเลื่องชื่อ
ขณะที่ “ลูกแม่กิ่ง” ขอกลับก่อน เพราะชมอะไรต่อมิอะไรไปหมดแล้ว และก็เหนื่อยจากการเดินทางไป/กลับเวียนนาเหมือนผมเมื่อ 2-3 วันก่อน
ในส่วนบรรยากาศที่ชาฟฟ์เฮาส์เซ่น ผมคงขอข้าม เพราะคิดว่า “โดโด้” น่าจะเก็บรูปมาฝาก และพูดถึงไปพอควรเพราะเป็น “รสนิยม” ศิลปินแบบตัวเค้า
ส่วนผมเสร็จจากน้ำตกไรน์ก็นั่งรถเมล์กลับมารอรถไฟกลับ “ซูริค” จากชาฟฟ์เฮาส์เซ่น เพราะตั้งใจจะไปเดิน “เมืองเก่า” (ไล่จนสุดทางถึงทะเลสาบซุริค) บนถนน Niederdorf strasse ที่ขนานกับถนน Limmatquai อันเป็นเส้นเลียบแม่น้ำลิมมัตที่ครั้งก่อนเคยถ่ายรูปร้านอาหารไทย และเต้นโคโยตี้เรียกแขกตอนมีแข่งขันฟุตบอลมาให้ชมไปรอบหนึ่งแล้ว
ครับ “รสนิยม” ผมจะประมาณนี้มากกว่า คือ ชอบเมืองใหญ่ พลุพล่าน และมีทุกอย่างให้แสวงหา ทว่าก็มี “มุมสวย ๆ” น่ารัก ๆ หรือมุมสงบซ่อนอยู่ (สวิสยังมีของแถมเป็นแม่น้ำ กับทะเลสาบให้ด้วย) ท่ามกลางความวุ่นวาย และผู้คนมากมาย เช่น ซูริค กับประชากรเกือบ 4 แสนคน
ชาฟฟ์เฮาส์เซ่่น กับประชากรแค่ 3 หมื่นกว่าคน และ 6 โมงเย็นร้านรวงปิดหมด…ผมอยู่ไม่ได้ และต้อง “อกแตก” ตายแน่ ๆ
ผมชอบเดินเมืองเก่า แบบที่ซูริค หรือครั้งก่อนตอนไปดู สเปน – กรีซ ที่ซัลซ์บวร์กที่พื้นถนนจะเป็นเหมือนเอาแผ่นอิฐเก่ามาต่อ ๆ กัน (Gravel) และจะเป็นถนนเล็ก ๆ ทว่าร้านรวงนั้น “แบรนด์เนม” หรือจะท้องถิ่นก็มีที่ทำให้ดู “ขัดแย้ง” แต่กลมกลืน
ผมจะนิยามอารมณ์ หรือบรรยากาศแบบนี้ว่า “ร่วมสมัย” หรือเป็นของเก่าทว่าสามารถเอาความเป็นสมัยใหม่แทรกเข้าไปได้อย่างไม่ขัดเขิน
เช่นเหลือเชื่อว่า ตัวตึกเพนท์ด้วย “งานเขียน” เก่าแก่ แต่ร้านด้านล่างขายของสมัยใหม่
หรือป้ายร้านอย่างเก่า แต่ชื่อร้านเป็น “แบรนด์ดัง” ที่เมื่อได้เห็น + ได้คิดแล้วก็อดชื่นชมเจ้าของประเทศที่สามารถ “อนุรักษ์” ทุกอย่างได้ลงตัวขนาดนี้ไม่ได้
ไว้พรุ่งนี้ ผม (คง) ไม่มีอะไรทำ ตัวเองจะมาเสริมเรื่องนี้ต่อ วันนี้ขอแค่รูปถ่ายเก็บมาฝากจาก “ซูริค” ตอนค่ำคืนแล้วกัน ส่วนพรุ่งนี้คงจะเป็นพวก “รวมฮิต” นะครับ
ในส่วนของฟุตบอลนั้น ผมเองมีโอกาสได้ดู “ตุรกี” ค่อนข้างเยอะ หรือถึง 3 นัดด้วยกัน ดังนั้น “ปาฏิหาริย์” ทุกครั้งของทีมเติร์กผมจึงมีส่วนร่วมรู้เห็นด้วยโดยตลอด
ตรงกันข้าม ผมไม่ได้ดูเยอรมันเลยในรอบแรก เพราะเป็นเกมเตะที่ออสเตรีย แต่ได้ชมนัดที่พวกเค้าปราบโปรตุเกสที่อารมณ์ก็ประมาณ “ครั้งเดียวก็เกินพอ” เนื่องจากความ “ครบเครื่อง” ต้มยำของลูกทีม โจอาคิม เลิฟ
คู่นี้หากเตะกันด้วยสภาพ “สมบูรณ์ 100%” ตุรกีน่าจะเป็นรองพอสมควรอยู่แล้ว
แต่เกมนี้สภาพความพร้อมของลูกทีมฟาห์ติ เตริม นั้นเหลือไม่ถึง 70% แต้มต่อเยอรมันจึงยิ่งพุ่งสูง และมากขนาดต้องชนะด้วยผลต่าง 2 ประตูขึ้นไปทั้งที่เป็นบอลรอบรองชนะเลิศ
ก็จะทำอย่างไรได้ล่ะครับ “แฮนดี้แค็ป” เอเชียนสไตล์นั้น “สะท้อน” ความจริงของเกมนี้ที่นักเตะอินทรีเหล็กสมบูรณ์สุดขีดทั้ง 23 คนไม่เว้นแม้กระทั่ง ทอร์สเทน ฟริงส์ ซึ่งเจ็บกระดูกซี่โครงก็สามารถกลับมาซ้อมได้แล้ว
ตรงกันข้าม ตุรกีติดแบนถึง 4 คน: โวลคาน เดมิเรล, เอมเร่ อาซิค, อาร์ดา ตูราน และตุนชาย ซานซี ไม่นับที่บาดเจ็บอีก 5 คนนำโดยนิฮัตที่กลับบ้านไปแล้ว และเอมเร่,ตูเมอร์ เมติน, เซอร์เซ็ต เชติน, เอมเร กุนกอร์
สรุปจึงเป็นอันว่า เตริมเหลือผู้เล่นสมบูรณ์ให้เลือกใช้บริการเพียง 14 คนเท่านั้น
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ “กระดูกสันหลัง” ของทีมไม่ได้อยู่ใน 14 คนดังกล่าว เฉพาะอย่างยิ่งนักเตะที่เด่นมากในทัวร์นาเมนท์นี้อย่าง นิฮัต, ตุนชาย และอาร์ดา ตูราน ขณะที่ “แผงหลัง” ก็ต้องสลับไพ่น่าดู
ฉะนั้น เกมนี้จึงมองไม่ยาก เพราะ “ล้ออะไหล่” ยังไง ๆ ก็สู้ “ล้อแม็ก” อัลลอยไม่ได้แน่
“คุณภาพ” ที่พอมีจึงถดถอย ขณะที่จะหวังพึ่ง “Something else” ที่มัน special เหมือน 3 นัดที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียวจึงแทบไม่เหลือทาง เพราะไอ้ Something else แบบที่ตุรกีได้รับ 3 เกมนั้น ปรกติควรจะเกิดประมาณ 1,000 เกมต่อครั้งนะครับ
บทสรุปเกมนี้จึงไม่มีทางพลิก หากฝนไม่ตกถล่มทะลาย และฟ้าผ่า + ฟ้ารั่วที่บาเซิลซะก่อน…เยอรมันจะชนะนิ่ม ๆ 2 เม็ดขึ้นไปครับ
ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมสด ๆ ก็ติดตามได้ที่นี่ที่หน้า “ลูกแม่กิ่ง” ที่เรา 2 คนได้คอนเฟิร์มตั๋วฟุตบอลนัดนี้เรียบร้อยแล้วเช่นกันครับ
——————