Day 9: 11.06.08
พูดได้แบบไม่ต้องคิดเลยครับว่า “ไฮไลต์” Day 9 ของผม และ “ลูกแม่กิ่ง” ก็คือ การเดินทางไป/กลับ เบิร์น – อินส์บรุก ที่เราออกจากบ้านขึ้นรถตั้งแต่ 8 โมง 32 นาที Day 8 และกลับถึงเบิร์นตอนเช้า 9 โมง Day 9 แบบไม่จำเป็นเลยจริง ๆ ให้ตายซิ…พับผ่า!
จะกล่าวว่า การเดินทางตอนต้องข้ามฝั่งประเทศเจ้าภาพทั้ง 2 คือปัญหาหนักที่สุดของเราเลยก็ใช่ เพราะทั้ง 2 ประเทศ + ฝ่ายจัดการแข่งขันไม่ได้ตระเตรียมแก้ปัญหานี้เอาไว้อย่างชัดเจนครับ
ประหนึ่งว่า “มาตายน้ำตื้น” อะไรทำนองนั้นทั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศศิวิไลซ์ที่มีระบบขนส่งมวลชนดีสุดในโลกเลยก็ว่าได้
หากเดินทางภายในประเทศในวันแข่งขัน ทุกอย่างดูโปร่งโล่งสบายพร้อมรถไฟเสริม แต่หากต้องข้าม 2 ประเทศ ทุกอย่างจะโกลาหลทันทีดังเช่นที่เรามี “ประสบการณ์” ใน Day 8 ต่อถึง 9 หนนี้
จะกล่าวว่า ผม กับโด้ไม่ได้เตรียมตัวก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราเช็คตารางรถไฟพร้อมสรรพจนได้ “เที่ยวเดียว” ของวันไป/กลับเบิร์น – อินส์บรุค ที่เปลี่ยนรถเพียงครั้งเดียวที่ซูริค…นอกนั้นก็นั่ง ๆ ลุก ๆ กันหลายตลบทีเดียวกว่าจะถึง
ปัญหาคือ “เหลือเชื่อ” ว่าขบวนดังกล่าวมีเพียงเที่ยวเดียวขาไป และกลับ โดยขาไปนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะเป็นตอนเช้า แต่ขากลับนั้นปาเข้าไปเช้าตรู่อีกวันหนึ่งแล้ว
การไม่สามารถ “สำรองที่นั่ง” ได้ล่วงหน้า (เพราะเต็ม) จึงเสี่ยงอย่างยิ่งกับการไม่มีที่นั่ง, ทรมานสังขาร ฯลฯ
แต่สุดท้ายเราก็เสี่ยงครับ และ “โชคดี” มีที่นั่งกลับมาได้พร้อมคุณ “อาละดิน” จากเดลินิวส์, พี่ “โต้ บ้านแหลม” จากไทยรัฐ และ “พี่แม็กซ์” จากคม ชัด ลึก ที่รายหลังกรนดังสนั่นทีเดียว (55 แต่ผมไม่ถือ เพราะเอา “ไอพ็อด” อุดหูเอาไว้)
หลังถึงบ้าน ผม กับ “โดโด้” ก็อาบน้ำอาบท่ากันตามระเบียบในสภาพได้นอน 3-4 ชั่วโมง และ 5-6 ชั่วโมงจากคืนก่อนโดยผมมีคิวไปบาเซิลไปดูเกมเล็ก เจ้าถิ่น – ตุรกี
และโด้จะไปดูเกมใหญ่ สาธารณรัฐเชค – โปรตุเกส ที่เจนีวาตามสนธิสัญญาที่ต้องให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงจัด (แต่ขี้ลืมสุด ๆ…ล่าสุดก็ลืมกล้องตัวเขื่องไว้บนรถไฟ, ดีทว่าคนข้าง ๆ ช่วยเตือน
ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด
ในวันนี้ เราแพลนตอนแรกไว้ว่า จะออกเดินทางไปคลาเกนเฟิร์ต ออสเตรีย หรือก็คือ “ข้ามประเทศ” อีกหนตั้งแต่ตอนดึก
ทว่าสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแผน เพราะรถไฟขบวนดังกล่าวอ้อมไปโบโลญญ่า และเวนีเซีย ประเทศอิตาลีก่อนจะเข้ามาคลาเกนเฟิร์ตที่พรมแดนดินกับถิ่นมะกะโรนี
เมื่อเป็นดังนี้ ค่าตั๋วเดินทางจึงไม่ฟรี และต้องเพิ่มอีกเป็นหมื่นบาท/คน หากคิดเป็นเงินไทย
สุดท้าย ท็อป&โด้ จึงต้องปรับแผนอีกครั้งด้วยการออกตอนเช้าตรู่ 6 โมง และจะไปถึงคลาเกนเฟิร์ตตอน 4 โมงเย็นเศษ ๆ แล้วต้องจับแท็กซี่สู่สนามให้ทัน “คิกออฟ” 6 โมงเย็น และให้ทันรับตั๋ว 1 ชั่วโมงก่อนแข่ง
ส่วนขากลับก็อีหร็อบเดิมที่รถเที่ยวแรกหลังเกมตอนสี่ทุ่มเศษ “ตั๋วเต็ม” และมีเที่ยวเดียวก่อนเที่ยวต่อไปจะประมาณ 7 โมงเช้า
บ้าไปแล้วล่ะครับ…ดังนั้น หากเราไม่เสี่ยง ก็จะเท่ากับว่า เราจะได้ดูเกม เยอรมัน – โครเอเชีย แค่ครึ่งแรกแล้วบึ่งมาขึ้นรถเที่ยวทุ่มครึ่งกลับเบิร์นกันเลยซึ่งผมได้จองตั๋วนอนไว้เผื่อ ๆ เพราะเห็นไม่แพงแค่คนละ 7 ฟรังก์ หรือ 210 บาทเท่านั้น
โดยนอกเหนือจากปัญหาข้างต้นแล้ว “ยูโร 2008″ ยังเป็นคงความเป็นฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่ของ “ยูฟ่า” ที่ยังไม่มี Shuttle bus หรือรถรับส่งไว้คอยบริการนักข่าวเหมือนเดิม…ซึ่งต่างจากทัวร์นาเมนท์ “ฟีฟ่า” เช่น คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ และบอลโลก
ยูโร 2000, 2004 และครั้งนี้ นักข่าวค่อนข้างลำบากมากนะครับ และก็โดยไม่จำเป็นอีกเช่นกันในการใช้เส้นทางสู่สนามเหมือนแฟนบอล
ไอ้ลำบากนั้นไม่กลัวหรอกครับ แต่ผมมองว่า มันไม่จำเป็นที่พวกผมจะต้องมาเดินอ้อมสนาม หรือถูกตรวจไม่รู้จะกี่ด่านต่อกี่ด่านกว่าจะทะลุเข้าสนามได้เหมือนแฟนบอลทุกอย่าง
คือ มันเสียเวลาโดยไม่จำเป็น และคงไม่มีนักข่าวระดับถูกตรวจสอบอย่างดีก่อนผ่านการสมัครจะมีวัตถุประสงค์ร้ายต่อเกมการแข่งขันหรอกครับ
หรือเต็มก็ตรวจครั้งเดียวก่อนเข้าที่ทำงานก็พอแล้ว หาไม่แล้วก็เหมือนเกมใกล้บ้านที่เบิร์นที่ผมใช้เวลากว่า 30 นาทีกว่าจะเข้าถึง SMC หรือ Stadium Media Centre ทั้งที่ปรกติเดิน 15 นาทีก็ถึง
หรือเกมที่อินส์บรุกก็ต้องเดินเท้า 2 กิโลเมตรขึ้นเขา, ตากลม และอ้อมสนาม 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ จากสถานีรถไฟหลัก และเมื่อถึงสนาม “ป้ายบอกทาง” ก็สับสนเฉพาะอย่างยิ่ง “ลูกศร” ที่บางทีดูไม่ออกว่าจะทแยง หรือเลี้ยว หรือตรง
ครั้นถาม Volunteer คำตอบส่วนใหญ่ก็ได้ไม่ตรงกัน หรือ I don’t know
แบบนี้เค้าเรียกว่า “บ้าไปแล้ว” ไม่นับ “โปรแกรม” ที่แข่งกันวันละประเทศ ประเทศละ 2 คู่ที่ควรจะเป็นวันละ 2 ประเทศ ประเทศละ 1 คู่มากกว่าเพื่อความสะดวกในการ “Cover” งานของผู้สื่อข่าว
จุดนี้ยังรวมไปถึง “จุดอ่อน” ด้านการเลือก “ทีมวาง” ให้เจ้าภาพได้เป็นทีมวางในกลุ่มเอ และบี จนเกิดกรณี กลุ่ม ออฟ เดธ ขึ้นในกลุ่มอี
หนำซ้ำ การประกบสายยัง “วิกลจริต” และไม่ยุติธรรมที่สุดในโลกที่ทีมในสายเดียวกันรอบแรกจะได้เจอกันอีกอย่างเร็วแค่รอบตัดเชือกไม่ใช่รอบชิงชนะเลิศ
ดังนั้น หากอิตาลี, ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ เกิดได้แชมป์ขึ้นมาจริง ๆ ผมจะขออนุญาต “โค้งคารวะ” เอาไว้เลย…เพราะท่านทั้ง 3 แน่จริง ๆ
ขณะที่ผม กับ “โดโด้” ที่ไม่ได้คุยว่า เราเข้ากันได้ดียิ่งกว่าปาท่องโก๋เพราะ “เก่ง” กันคนละแบบ และมีทั้ง “เก๋า” และ “สด” ในแพ็คเกจเดียวกัน “ยังบ่น” และคลำทางไปเป็นในบางครั้งแบบนี้
คนอื่น ๆ รับรองว่า “ใกล้ตาย” แน่นอน และไม่ต้องห่วงเลยว่า “ยูโร 2012″ ที่โครเอเชีย – โปแลนด์ จะยิ่ง “อลหม่าน” และเก็บ “รายละเอียด” ได้หลุดอีกขนาดไหน เพราะทั้ง 2 ชาติยังห่างไกลความเจริญระดับยุโรปตะวันตกอีกหลายขีด
ปัญหาก็ยิ่งจะต้องมีทั้งที่สามารถแก้ไขได้ และไม่น่าเลยด้วยซ้ำที่จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลระดับโลกเช่นนี้ครับ